...บ้านผามูบ...

วิถีชนคนลาหู่..ผู้มีชีวิตเรียบง่าย อยู่ได้ด้วยธรรมชาติ  ผืนฟ้าและผืนป่าคือบ้านของเรา

              ปัจจุบัน     เมื่อโลกมีพัฒนาการขึ้น วัตถุจากเมืองกรุงก็สามารถเข้าถึง กลุ่มชนเผ่าได้อย่างง่ายดาย ชาวลาหู่เอง ก็เช่นกัน ในหมู่บ้านที่ถอยร่น อยู่ใกล้เมืองก็ย่อมต้องรับเอาวัฒนธรรมเหล่านี้ อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เขาเหล่านั้นจะละทิ้งซึ่งความเป็นชนเผ่าเสียทีเดียว เมื่อยามย่างกรายเข้าหมู่บ้าน เราจะพบเห็นหญิงสาวชาวลาหู่ ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทั้งแบกข้าว เย็บผ้า รวมถึงคนที่มีภาระทางครอบครัว ยังต้องเลี้ยงลูกอีกด้วย  ด้วยสังคมที่ให้ผู้หญิงต้องแบกภาระในการดูแลครอบครัว และฝ่ายชายเป็นผู้ที่ต้องเข้าสังคม ทำให้หญิงสาวชาวลาหู่ ดูจะเหนียมอาย กว่าใครๆเป็นพิเศษ     เมื่อยามที่มีคนแปลกหน้าเดินเข้าหมู่บ้าน จะสังเกตเห็นว่ากลุ่มสาวๆ จะพากันยืนแอบอยู่ที่ข้างๆบ้าน และเมื่อถูกทักทาย จะพากันแย้มยิ้มและหัวเราะอย่างเอียงอาย  แก้มขาวเนียนใส    ดูเป็นความงามที่ไร้เดียงสา และใสอย่างไม่มีการเคลือบแฝงด้วยหน้ากาก เฉกเช่นในเมืองใหญ่ ............

              เมื่อถึง เทศกาล หรือ  ฤกษ์งาม   ยามดี หรือการสร้างความประทับใจของชาวลาหู่แล้ว ต้องนึกถึงการเต้น จะคึ ซึ่งเป็นการเต้น ตามจังหวะ กลอง โดยจัดแถวเป็นวงกลม มีผู้นำทางศาสนา เป็นคนนำ ก็จะมีเครื่องดนตรีชนเผ่า จำพวก แคน กลอง ฆ้อง  ฉาบ เป็นต้น   เริ่มจากการขยับเท้าง่ายๆ แล้วเริ่มด้วย การเต้นขยับเท้าซ้าย – ขวา ปรบมือ ตามจังหวะ ซึ่งหากเป็นผู้ที่ไม่ได้ฝึกหัดมาจนเคยชิน แข้งขาอาจพันกันได้ และการเต้น จะคึ ที่สวยงาม เห็นจะหนีไม่พ้น ในเรื่องของเครื่องแต่งกาย ที่ดูจะวิจิตร และประณีต บรรจงจากการตัดเย็บด้วยฝีมือล้วนๆ  แสดงถึงความอดทน ในการประดิษฐ์ประดอย ลายผ้า แต่ละชิ้นงานออกมา จนเป็นลวดลายที่สวยงาม

  

บรรยากาศคาวมเป็นอยู่ชาวบ้านบ้านผามูบ...

  


...บรรยากาศห้องครัว...


บรรยากาศห้องน้ำ...

  

ประวัติหมู่บ้านผามูบ

 

                เป็นหมู่บ้านดั้งเดิมตั้งอยู่มาประมาณ  30   ปี  โดยอพยพถิ่นฐานมาจากหลายพื้นที่   และมารวมตัวกันก่อตั้งเป็นหมู่บ้าน  ซึ่งส่วนใหญ่จะย้ายถิ่นฐานมาจากทาง  แม่สลอง

 

สภาพทั่วไป

                ตั้งอยู่เนินภูเขา ทางเข้าหมู่บ้านเป็นทางดิน ระยะทางจากศูนย์กระจกเงาถึงหมู่บ้านประมาณ 34  กิโลเมตร  ประชาชนเป็นชาวเขาเผ่าลาหู่  ประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนสัญชาติไทย  มีบ้านเรือนจำนวน 40 หลังคาเรือน ประชากรจำนวนทั้งสิ้นประมาณ  175   คน 

                ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธดั้งเดิม   ความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านเป็นความสัมพันธ์แบบเครือญาติ  อยู่แบบครอบครัวใหญ่

 

การประกอบอาชีพ
 

อาชีพหลักของประชาชน  คือ  หาของป่าขายตามฤดูกาล  เช่น  หน่อไม้  ข้าวหลาม  โดยมีคนมารับซื้อถึงที่  และมีการเลี้ยงสัตว์  ได้แก่  หมู  ไก่  วัว  ควาย  ชาวบ้านไม่มีรายได้ที่แน่นอน  มีการผลิตเพื่อการบริโภคในครัวเรือน  เมื่อเรียนจบแล้วเข้ามาหางานทำในเมือง

อาชีพรอง  คือ  อาชีพรับจ้าง  เมื่อว่างเว้นจากหน้างานเกษตรกรรม

 

สาธารณูปโภค

 

·        หมู่บ้านมีไฟฟ้า   มีเพียง 1  หลังในหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ 

·        มีห้องน้ำทุกหลังคาเรือน

·        มีน้ำประปาภูเขา  ใช้ตลอดทั้งปี   แต่จะมีปัญหาเรื่องน้ำบ้างในช่วงหน้าฝน  เพราะน้ำที่ไหลมาอาจขุ่น  ไม่พร้อมใช้งาน

การปกครอง

 

                มีผู้นำหมู่บ้านที่ได้มาจากการแต่งตั้ง  โดยคัดเลือกจากผู้ที่มีความรู้  ความสามารถ

 

การศึกษา

                ประชาชนส่วนใหญ่ค่อยไม่รู้หนังสือ  โดยเฉพาะคนแก่  คนชรา  เด็ก ๆ ในหมู่บ้านส่วนใหญ่  เดินเท้าไปเรียน  ในโรงเรียนใกล้หมู่บ้าน  และบางครอบครัวส่งลูกหลานไปเรียนในเมือง  และพักในหอพัก

 

วัฒนธรรมประเพณี

·        ประเพณีกินวอ

·        ประเพณีกินข้าวใหม่

·        การก่อกองทราย

·        การเรียกขวัญ

 

ภูมิปัญญาชาวบ้าน

  • ทำเครื่องจักสานจากไม้ไผ่
  • ลายปักผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าลาหู่
  • ย่าม ลวดลายประจำชนเผ่า

ประเพณี

  • ประเพณีกินวอ
  • ทำศาลทางเข้าหมู่บ้าน ก่อกองทราย

 สถานศึกษาใกล้หมุ่บ้าน

  • มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียในหมู่บ้าน   มีจำนวนนักเรียน 30 คน
  • " โรงเรียนผาขวางพัฒนา  สาขาบ้านแคววัวดำ "   เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีตั่งแต่ ระดับอนุบาล ระดับประถมศึกษาปีที่ 6  มีเด็กจำนวน 83  คน เป็นโรงเรียนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมทางภาษา เพราะมีเด็ก ๆ หลายชนเผ่ามาเรียนที่โรงเรียนนี้ ระยะทางจากหมู่บ้านไปถึงโรงเรียน ประมาณ 3 กิโลเมตร ครูบ้านนอกจะได้เข้าไปร่วมทำกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับเด็กๆ ที่โรงเรียนด้วยกัน .  มีครูประจำการ  3 คน  ได้แก่  ครูสมจิต   ครูเลอร์พงษ์   ครูชลดา