“บทเรียนชีวิตจาก...เด็กดอย” บันทึกการเดินทางครูบ้านนอกรุ่น  140 บ้านห้วยกุ๊ก



   

   ท่ามกลางความวุ่นวายของถนนในเมือง รถกระบะคันหนึ่งบรรทุกสะเบียงยังชีพไว้เต็มคัน แล่นไปได้วยความรวดเร็วและเร่งรีบ ทุก ๆ ห้านาทีจะมีคนโทรเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย สายที่หนึ่ง สายที่สอง สายที่สาม และอีกนับไม่ถ้วน...ซึ่งคำถามก็จะเป็นคำถามซ้ำ ๆ  ถึงไหนแล้ว? จะให้รอตรงไหนดี? เพราะภาระกิจครั้งนี้มีคนกลุ่มหนึ่งรออยู่อย่างใจจดใจจ่อ และที่กระหน่ำโทรเข้ามาไม่ว่าอาจเพราะความตื่นเต้นกับการเดินทางที่กำลังจะมาถึง อาจเพราะหลงทาง หรืออาจเพราะรอนานแล้ว :)) ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดและจะโทรมาจากที่แห่งใด แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาเหมือนกันคือ ใจที่เต็มเปี่ยมด้วยจิตอาสาที่พร้อมและกำลังรอคอยที่จะรับบทบาทของการเป็นครู คงเคยมีช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราเคยถามตัวเองว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เชื่อว่าหลายคนคงเคยตอบว่าอยากเป็นครู เพราะความรู้สึกในส่วนลึกของทุกคน คำว่า”ครู”เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ และเราจะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่มากขึ้นตอนเราถูกเด็ก ๆ เรียกว่า “คุณครู”

 
  ตามเส้นทางลาดชันถนนลูกรังฝุ่นตลบตลอดทาง  สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ และภูเขาไกลสุดลูกหูลูกตา  ระหว่างทางเราเจอเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังตั้งหน้าตั้งตาเดิน พวกเราจอดถามเด็ก ๆ และก็ได้คำตอบที่ทำให้ทั้งทึ่งและเห็นใจในเวลาเดียวกัน ตลอดระยะทาง กิโลเมตร บนถนนที่เต็มได้วยฝุ่นและทางลาดชันเส้นนี้ เป็นทางที่พวกเขาต้องเดินขึ้นเดินลงเป็นประจำเพื่อไปเรียนหนังสือข้างล่าง ฉันเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องการเดินทางอันแสนลำบากและยาวไกลของเด็กบนดอยมานับไม่ถ้วน แต่เมื่อมาเห็นกับตาความรู้สึกมันช่างแตกต่างกันมากมายเหลือเกิน เด็กพวกนี้ทำให้เห็นคุณค่าอันมหาศาลของโอกาสและการศึกษา เพราะพวกเขาเป็นเหมือนกระจกชิ้นเล็ก ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความขยันและความพยายาม และเมื่อเรามองกระจกเงาชิ้นเล็ก ๆ เหล่านี้จึงเกิดความรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะเติมเต็มและขยายกระจกบานนั้นให้เป็นกระจกบานใหญ่เพื่อสะท้อนให้คนที่มีโอกาสไม่มองข้ามโอกาสและพร้อมที่จะหยิบยื่นโอกาสแก่ผู้อื่นต่อไป

หมู่บ้านบนเขา ไม่มีไฟ ไม่มีน้ำประปา แต่ชาวบ้านทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งอะไรไปมากกว่าการพึ่งพาธรรมชาติ การดำเนินชีวิตเรียบง่าย อยู่กินอย่างพอเพียง ไม่ต้องดิ้นรนแข่งขันให้วุ่นวาย หมู่บ้านแห่งนี้ก็คือหมู่บ้านห้วยกุ๊ก สถานที่พวกเรา “ครูบ้านนอก” ได้เข้ามาสัมผัส ร่วมกันเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มีครูบ้านนอกบางท่านบอกว่าการที่เรามาที่นี่สิ่งที่พวกเราคิดก็คือการทำหน้าที่เป็นผู้ให้และได้มอบสิ่งดี ๆ ให้กับเด็ก ๆ และชาวบ้านแต่เมื่อเราได้มาสัมผัสสิ่งที่เราได้รับกลับมานั้นยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่เราได้ให้พวกเขาไปจนกลายเป็นว่าพวกเราเป็นผู้รับเสียเอง ซึ่งนั่นคือเรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพจากเด็ก ๆ และชาวบ้าน ความจริงใจและน้ำใจที่ใสสะอาดไร้สิ่งเจือปน ทุกสิ่งเหล่านี้คงหาได้ยากจากสังคมที่ต้องเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเหมือนสังคมปัจจุบัน แต่หาได้ไม่ยากจากที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นความประทับใจจากรอยยิ้มและน้ำใจของพวกเขา ถึงแม้เด็กบางยังคนเขินอายกับพวกเราแต่เราก็ยังสื่อสารกันได้ พวกเขาสามารถหยิบยื่นความรู้สึกพองโตให้หัวใจครูอาสาอย่างพวกเราโดยไม่รู้ตัว


โรงเรียน ตชด. ห้วยกุ๊ก มีนักเรียนทั้งหมดประมาณร้อยกว่าคนแต่มีครูเพียงแค่ 5 คน ซึ่งถือว่ามีครูน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนเด็ก แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของเด็ก ๆ แต่อย่างใด เพราะสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าจำนวนครูคือความตั้งใจและเสียสละของคุณครูที่นี่ มีครูคนหนึ่งบอกพวกเราว่าโรงเรียนนี้สามารถใช้ทุกที่เป็นห้องเรียนแม้แต่แปลงเกษตร นักเรียนก็สามารถเรียนคณิตได้ ต้องนับถือน้ำใจของคุณครูที่นี่เพราะพวกเขาสามารถเลือกที่จะมีชีวิตที่สุขสบายกว่านี้ได้ แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะเป็นครูบนดอย ฝังตัวอยู่กับเด็ก ๆ บนดอย และธรรมชาติอันน่าหลงใหล

 


เด็กที่นี้ใสซื่อมาก พวกเขาเติบโตมาจากสังคมที่เรียบง่าย อยู่กับธรรมชาติ  ธรรมชาติให้การการเรียนรู้ทุกอย่างกับพวกเขา ไม่น่าเชื่อว่าเด็กตัวเล็ก ๆ จะทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่บางคนไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการติดไฟ ทำกับข้าว ตัดไผ่  และเชื่อว่าในวันข้างหน้าไม่ว่าสังคมจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร พวกเขาจะสามารถเอาตัวรอดและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งได้ บางครั้งถ้าเราลองทำอะไรให้มันช้าลง จากการกินกับข้าวถุงลองเปลี่ยนมาเป็นทำกับข้าวกินเองเพราะสิ่งที่พิเศษกว่าความอร่อยนั้นก็คือความตั้งใจและเราก็มีความสุขกับการได้ทำ เหมือนกับครั้งนี้ที่ครูบ้านนอกทุกคนต้องทำอาหารเองจากเตาไฟที่ไม่ใช่แก็ส ซึ่งทุกมื้อเป็นมื้อที่แสนภูมิใจและมีความสุข ถึงแม้แต่ละเมนูจะไม่ได้พิเศษมากมายแต่เป็นอาหารที่เราตั้งใจและช่วยกันทำ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้จากการเดินทางครั้งนี้นั้นก็คือความสุขเกิดขึ้นได้จากสิ่งรอบตัวเรา วัตถุไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งทั้งหมดนี้ต้องขอขอบคุณเด็ก ๆ และชาวบ้านที่ทำให้เห็นว่าความสุขที่ไม่ได้มาจากวัตถุนั้นเป็นอย่างไร ถ้าเราเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่ตนเองมี มันจะสุขมากกว่าการมีความสุขจากการที่ได้ในสิ่งที่ต้องการ เพราะความสุขนั้นจะเป็นความสุขที่ยั่งยืน ขอบคุณครูบ้านนอกทุกคนที่มาร่วมกันแบ่งบันและมอบรอยยิ้มให้กับเด็ก ๆ ทุกคนได้ทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่ และสมบูรณ์ ขอบคุณเด็ก ๆ บนดอยที่ให้บทเรียนชีวิตที่มีค่านี้แก่คุณครูอาสาอย่างพวกเรา และขอขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางในครั้งนี้ เพราะสิ่งที่พวกเราได้รับเป็นสิ่งพิเศษที่มากกว่าคำว่าประสบการณ์...


 

 


นักศึกษาฝึกงาน

นางสาวละมัย ธรรมโม  (แป้ง)