บ้านห้วยน้ำกืน อำเภอแม่สรวย กับกลุ่ม ครูบ้านนอกรุ่น 129 แต่ก็คอยย้ำเตือนกับตัวเองอีกครั้งว่าการเดินทางยังไม่สิ้นสุด บทเรียนบทสุดท้ายที่ได้รับการหยิบยื่นให้กำลังรอคอยให้ฉันเข้าไปเรียนรู้
|
บทเรียนบทที่หนึ่ง : ผู้ฟัง
เปิดฉากความประทับใจกับ ครูบ้านนอก ด้วยเกมกระชับสัมพันธ์อันแสนธรรมดาของครูจะเด็จ เกมที่ว่าคือการนั่งจับกันเป็นกลุ่ม แล้วหาของชิ้นหนึ่งวางไว้ตรงกลาง ใครจะพูดก็ให้หยิบของสิ่งนั้นขึ้นมา แต่สิ่งที่ประทับใจไม่ใช่เกม กลับเป็นคำพูดของครูจะเด็จที่ว่า ไม่จำเป็นต้องพูดทุกคนก็ได้ ใครอยากเป็นผู้ฟังที่ดีก็ได้ ถ้าเห็นว่ามันเงียบๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพยายามหาคนพูด ที่ประทับใจเพราะโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่พอมีสถานการณ์แบบนี้ที่ไร คนก็มักจะคาดหวังให้ ทำอะไรสักอย่าง มันจะได้ไม่อึดอัด บ่อยครั้งที่รู้ตัวว่าต้องฝืนสร้างบทสนทนาเพื่อทำให้บรรยากาศรื่นรมย์ทั้งๆที่ใจไม่ต้องการ ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาฉันจะเจอแต่คนเรียกร้องให้ กระทำ |
อะไรบางอย่างตลอด พอมาเจอคนที่เข้าใจธรรมชาติที่แตกต่างของมนุษย์และถามหา ผู้ฟัง ที่แทบหาไม่ได้อีกแล้วในสังคมที่คนแข่งกันพูด จึงรู้สึกประทับใจมาก ถึงแม้ว่าตอนนั้นที่เล่นอยู่จะโดน บีบบังคับทางสายตา จากคนรอบข้างให้ต้องฝืนใจพูดก็ตาม
บทเรียนบทที่สอง : ฐานะครู
|
ครั้งแรก ฉันเข้าใจว่าโครงการนี้มีไว้เพื่อสอนหนังสือเด็กดอย เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ครูบ้านนอก อีกทั้งยังให้เรียกตัวเองว่า ครู กับเด็กๆอีกด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะรู้สึกเก้อเขินและกระดากปากเพียงใดที่ต้องแทนตัวเองว่า ครู อยู่ตลอดเวลา แต่ที่กระด้างอายนั้นไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่เพราะไม่คิดว่าคนอย่างฉันจะสามารถเป็นครูใครได้ นั่นเลยทำให้ตอนแรกๆเรียกตัวเองสับไปสับมาระหว่าง ครู กับ พี่ จนเด็กๆน้องๆที่นั่นก็เรียกกลับไม่ถูกเช่นกัน
สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากระบบการศึกษาในโรงเรียนของไทยก็คือ ครูมีไว้เคารพและเชื่อฟัง น้อยครั้งนักที่เราจะเจอครูที่มาในฐานะเพื่อนเพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยน(โดยเฉพาะในโรงเรียนขึ้นชื่อทั้งหลายในเมืองใหญ่) คำว่า ครู ในความเข้าใจของฉันจึงแฝงอำนาจและความเหนือกว่าเอาไว้ด้วย แต่ ครู ที่นี่ไม่เป็นเช่นนั้น หลังจากที่ได้รู้จักคุ้นเคยกับเด็กๆและผู้คนที่นี่ ทำให้ฉันรู้ว่า แท้ที่จริงแล้วฉันไม่จำเป็นต้อง สอน อะไรเลย ตรงกันข้าม ฉันได้มา เรียนรู้ อะไรต่อมิอะไรตั้งมากมาย อย่างน้อยที่สุด ฉันก็ได้เรียนรู้ว่าคนเราทุกคนเท่าเทียมกัน มีความแตกต่าง มีความหลากหลาย มีข้อดี มีข้อบกพร่อง และที่สำคัญที่สุด คนเราทุกคนสลับกันเป็น ครู และ นักเรียน อยู่ตลอดเวลา และวิชาที่สำคัญที่สุดไม่ใช่วิทยาศาสตร์เพื่อสอบเข้าหมอ ไม่ใช่คณิตศาสตร์เพื่อสอบเข้าวิศวะ แต่คือวิชาชีวิต วิชาที่ต้องใช้ชีวิตในการเรียนรู้เท่านั้นถึงจะเข้าใจ โครงการครูบ้านนอกนี้ก็เป็นห้องเรียนห้องใหญ่ที่ทำให้ฉันได้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า ครู เช่นกัน
เหมือนคำพูดหรือบทกลอนอะไรสักอย่างที่เขียนว่า ...ฉันเข้ามาอย่างคนว่างเปล่า แต่ฉันจากไปอย่างคนเต็มคน... |
 |
บทเรียนบทที่สาม : มองอย่างคนดอย สลัดมาตรฐานของคนกรุง
สิ่งหนึ่งที่ยังสลัดทิ้งไม่ได้เมื่อตอนเข้าไปที่ห้วยน้ำกืนคือสายตาของคนกรุงเทพ เพราะฉันเกิดและเติบโตท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมอันหลากหลายที่ไหลบ่าอย่างรีบเร่งและผลัดเปลี่ยนกันอย่างรีบร้อน จนทำให้มุมมองหลายๆอย่างถูกหล่อหลอมไปทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว
ไม่น่าแปลกใจที่คุณครูทั้งหลายจะเข้ามาร่วมโครงการนี้ด้วยความรู้สึกว่า อยากเข้ามาช่วยเหลือ นั่นเป็นเรื่องดีที่แม้แต่ฉันเองที่เข้าโครงการนี้มาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ก็สัมผัสได้ถึงน้ำใจที่เปี่ยมล้น แต่คำพูดของครูแอนในชั่วโมงเปิดใจที่ว่า พวกเราไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลง ก็ทำให้มองเห็นภาพวาดที่บิดเบี้ยวแค่เพียงลางๆ

ที่บอกว่าบิดเบี้ยวก็เพราะเราคงจะมีความเชื่อเล็กๆกันมาตลอดว่าคนที่นี่ ด้อย กว่าเราในบางแง่มุม เราจึงอยากยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เข้ามาแก้ไข เข้ามาสอน และสุดท้าย เราก็กำลังทำตัวเป็นเหมือน มาตราฐานที่เหมาะสม เพื่อมา เปลี่ยนแปลง ผู้คนที่นี่ให้เป็นเหมือนหรือใกล้เคียงกับตัวเรามากที่สุด ฉันคิดว่า ถ้าเราเริ่มต้นด้วยการใช้สายตาของคนดอยมอง เราก็จะพบว่า สิ่งต่างๆนั้นสวยงามและดีเพียงใด แม้ว่ามันอาจจะแตกต่างจากวิถีชีวิตของคนเมืองที่พร่ำบอกตัวเองว่า ศิวิไลซ์ อย่างสิ้นเชิงก็ตามที
บทเรียนบทที่สี่ : ความผิดพลาดที่ไม่อาจแก้ไข
อยู่ที่นี่ เราต้องดื่มน้ำสกปรก คำพูดของแม่ที่บ้านที่ฉันไปอาศัยอยู่ด้วยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงธรรมดาใบหน้ายิ้มแย้มอย่างคนที่ปราศจากความโกรธเคือง หลังจากที่เห็นน้ำใสสะอาดในแกลอนของพวกเรา...แต่ก็เป็นคำพูดที่สะเทือนจิตใจคนที่ได้ยินมากนัก
แว๊บแรกที่ฉันหันมาเห็นแกลอนน้ำใสสะอาดบรรจุพันอย่างดีสองใบ ตั้งอยู่ข้างๆแกลอนเก่าสีออกเหลืองอมส้มที่ดูก็รู้ว่าผ่านการใช้งานมาหลายครั้งจนเก่าคร่ำบนครัวบ้าน ฉันก็เกิดความรู้สึกแปร่งประหลาดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในใจรู้สึกว่า แกลอนน้ำสองใบนี้ช่างสวยสะอาดไม่เข้ากับสถานที่เอาเสียเลย และพวกมันไม่ควรจะมาตั้งอยู่ตรงนี้ในเวลานี้ ในเวลาที่พวกเราได้ดื่มน้ำจากแกลอนใบเก่าไปแล้ว และการที่มันต้องตั้งอยู่เคียงข้างกันก็ยิ่งเพิ่มช่องว่างขยายระยะทางของคนสองกลุ่มที่มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันให้ยิ่งห่างไกลกันมากขึ้นไปอีก และที่มันแย่ที่สุดก็คือ สิ่งที่คนที่นั่นเลือกทำ กลับเป็นการ ดูถูก วิถีชีวิตของตนเอง เพราะคำว่า คนเมือง ที่ติดอยู่กับพวกเราเพียงคำเดียวที่ทำให้พวกเขารู้สึกต่ำต้อยเช่นนี้
บางที แกลอนน้ำสวยหรูเหล่านี้ก็อาจเป็นอีกหนึ่ง สิ่งแปลกปลอม ของคนกรุงที่เราเผอเรอพาเข้าไปสู่ห้องครัวที่สร้างด้วยไม้และเตาที่ทำด้วยถ่านอย่างไม่ตั้งใจ และสร้างรอยร้าวเล็กๆให้กับความรู้สึกและเหนือสิ่งอื่นใด ความมั่นใจในวัฒนธรรมของพวกเขาเอง

บทเรียนบทที่ห้า : มิตรภาพระหว่างทาง
ฉันชอบเดินทางกับคน...ความสุขของการเดินทางก็เกิดจากคน ไม่ใช่สถานที่
นั่นคงแสดงให้เห็นว่าฉันเป็นคนยึดติดและหวาดกลัวความโดดเดี่ยวอยู่ลึกๆ และถ้าหากจะมีอะไรสักอย่างให้น่าโหยหาและอาวรณ์ สิ่งนั่นก็คือเพื่อนร่วมทางที่จริงใจ เข้าใจ และเอาใจใส่ บ่อยครั้งฉันคิดว่าฉันชอบอยู่คนเดียวและมีโลกส่วนตัวสูง แต่การเดินทางครั้งนี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า แท้ที่จริงแล้วฉันต้องการเพื่อนร่วมทางที่เห็นค่าและเอาใจใส่ไม่ต่างจากคนอื่น และถ้าเมื่อไหร่ฉันไม่สามารถพบมันจาก เพื่อน ฉันก็พร้อมที่จะออกเดินไปคนเดียวเพียงลำพังเช่นกัน ดูเหมือนว่าความห่างไกลและสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยจะเป็นเครื่องทดสอบสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจตัวเองได้ดีกว่าเวลาที่เราอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของความครัวและ เพื่อนแท้ มากมายหลายเท่านัก
แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ฉันคิดว่าการโคจรมาพบกันของ ครูบ้านนอก ทั้งหลายในรุ่นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ และฉันก็เห็นว่า มิตรภาพสามารถหาได้ระหว่างทางจริงๆ หากเพียงแค่เราเปิดรับมัน ขอบคุณที่ทุกคนเดินทางมาเจอกัน
.
บทเรียนสุดท้าย : อำลาแล้วพบกันใหม่
ไม่มีปาร์ตี้ไหน ไม่มีวันเลิกรา คำพูดที่ได้ฟังมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในชีวิต
การพบหน้าและการจากลา ดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งปกติที่ได้เจอจากการมาฝึกงานกับกระจกเงาในครั้งนี้ แต่อย่างน้อยที่สุด ก่อนที่ความคุ้นเคยจะแปรเปลี่ยนเป็นความเคยชินและเฉยเมย พวกเราก็ได้กล่าวคำอำลาซึ่งกันและกันและสัญญาว่าจะเดินทางมาพบกันใหม่ ไม่วันใดก็วันหนึ่งในอนาคต - หนึ่ง สอง สาม - สามสถานที่ สามความผูกพัน สามภาพประทับใจ แล้วทุกอย่างก็หยุดนิ่งเหมือนเราเดินทางมาถึงจุดที่ประทับใจที่สุด สูงที่สุด ดีที่สุด เหมือนหยุดภาพความทรงจำเอาไว้ในยามที่ทุกอย่างกำลังสวยงามที่สุด และปล่อยให้ความทรงจำนอนหลับในมุมที่อบอุ่นที่สุดเช่นนั้น เช่นเดียวกับที่หลายต่อหลายครั้งที่ฉันค้นพบว่า ความรู้สึกทำให้ความทรงจำสวยงามกว่าความเป็นจริงหลายเท่านัก
นับจากวันนั้นจนกระทั่งวันที่ตัวเองได้กลับสู่ บ้าน หลังเดิมที่กรุงเทพฯ ภาพบรรยากาศตอนที่อยู่กระจกเงาก็ยังคงคอยวนเวียนเดินทางไปกับฉันทุกๆที่ แม้ว่าจะเป็นสถานที่เดิม วงจรชีวิตแบบเดิม แต่สายตาที่ใช้มองสิ่งต่างๆรอบตัวได้เปลี่ยนไปแล้วนับจากนั้น...

นักศึกษาฝึกงาน
น.ส. จุฑามาศ ปฏิกรศิลป์ (มุ้ย)
เช้าตรู่วันที่ 07/11/2553 ณ บ้าน ที่กรุงเทพฯ
|