Error message

User warning: The following module is missing from the file system: imagcache_actions. For information about how to fix this, see the documentation page. in _drupal_trigger_error_with_delayed_logging() (line 1128 of /home/bannok/domains/bannok.com/public_html/includes/bootstrap.inc).

ข่าวสารจาก stateless4child.net

Subscribe to ข่าวสารจาก stateless4child.net feed
Updated: 58 min 49 sec ago

เครือข่ายชนเผ่าฯ ชี้ 3 ช่องโหว่กองทุนรักษาคนไร้สถานะ ดูแลไม่เท่า 'บัตรทอง'

Wed, 2017-08-16 10:17
เครือข่ายชนเผ่าฯ วิพากษ์กองทุนคืนสิทธิ ชี้มีประโยชน์ช่วยให้คน 5 แสน ไม่ล้มละลายจากการรักษา ปลดเปลื้องภาระหนี้สินโรงพยาบาล สนับสนุนชายแดนป้องกันโรค ระบุยังมีช่องโหว่อีก 3 ประการ   5 ส.ค. 2560 นายวิวัฒน์ ตามี่ เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการดำเนินงานของกองทุนให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขให้กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 23 มี.ค.2553 ตอนหนึ่งว่า สามารถจำแนกประโยชน์ของกองทุนคืนสิทธิได้เป็น 3 ประเด็นใหญ่ๆ ได้แก่ 1.ปัจจุบันมีผู้ที่สิทธิในกองทุนคืนสิทธิประมาณ 5 แสนราย คนเหล่านั้นจะเข้าถึงการบริการรักษาพยาบาล ทำให้ไม่ต้องประสบกับความเสี่ยงที่จะล้มละลายทางการเงินจากความเจ็บป่วย 2.ช่วยให้โรงพยาบาลลดภาระหนี้สิน 3.สนับสนุนให้เกิดการส่งเสริมป้องกันโรคตามแนวชายแดนให้ดีขึ้น   อย่างไรก็ตามในกองทุนคืนสิทธิก็ยังมีปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข โดยแบ่งออกเป็น 1.กลุ่มผู้ตกหล่นและยังเข้าไม่ถึงสิทธิกองทุนคืนสิทธิ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มคนจีนโพ้นทะเลประมาณ 3.8 หมื่นราย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้รับสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) และถูกปลดสิทธิไปเมื่อปี 2556 มาจนถึงปัจุบัน ทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้นมีสถานะเป็นกลุ่มผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย   "เขาเหล่านั้นไม่ได้สิทธิบัตรทองเพราะไม่ใช่บุคคลที่มีสัญชาติไทย และไม่ได้สิทธิในกองทุนคืนสิทธิเพราะไม่ได้ถูกนิยามให้เป็นชนกลุ่มน้อย ซึ่งที่จริงแล้วคนกลุ่มนี้ควรได้รับสิทธิและใช้งบประมาณจำนวนไม่มาก เพราะมีแค่ 3.8 หมื่นรายเท่านั้น" นายวิวัฒน์ กล่าว   นายวิวัฒน์ กล่าวอีกว่า เพียงแค่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทำเรื่องเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาก็สามารถที่จะอนุมัติได้แล้ว เพราะสภาความมั่นคงแห่งชาติ กรมการปกครอง สำนักงบประมาณ ไม่ได้มีปัญหาและให้ความเห็นสนับสนุนอย่างเต็มที่แล้ว ฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่า สธ.จะปลดล็อกให้เมื่อใด   นายวิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อีกกลุ่มหนึ่งที่ยังตกค้างก็คือกลุ่มเด็กนักเรียนที่ตกหล่นจากการสำรวจและไม่มีเลข 13 หลัก แต่ได้รับงบประมาณสนับสนุนการศึกษารายหัวจากรัฐบาล และอยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 6.7 หมื่นคน โดยคนกลุ่มนี้เคยเข้าที่ประชุม ครม.ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 เม.ย.2558 แต่ ครม.ตีกลับให้มาทบทวนตัวเลขให้ชัดเจนอีกครั้ง และให้พิจารณางบประมาณที่เหมาะสม ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ    นายวิวัฒน์ กล่าวถึงปัญหาของกองทุนคืนสิทธิอีกว่า ข้อ 2 คือปัญหาการเข้าถึงสิทธิ ซึ่งแม้ว่าคนไร้สัญชาติจะได้รับสิทธิแล้วกว่า 5 แสนคน แต่บุคคลเหล่านั้นก็ยังประสบปัญหาในการใช้สิทธิ เช่น การเข้ารับบริการ การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ปัญหาการสื่อสาร ภาษา ซึ่งเป็นข้อจำกัดให้คนเหล่านี้ไม่สามารถเข้ารับบริการ และนำไปสู่ปัญหาเรื่องการลงทะเบียนใช้สิทธิด้วย   "ปัญหาเหล่านี้เกิดจาก สธ.ไม่ได้นำบุคคลเหล่านี้มาตั้งเป้าหมายเพื่อจัดทำตัวชี้วัดในการให้บริการ เมื่อไม่มีตัวชี้วัดก็ไม่มีระบบการประเมินผล จึงไม่ทราบว่าการดำเนินการต่างๆ มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ฉะนั้นจึงเสนอว่า สธ.ควรนำคนกลุ่มนี้มาเป็นเป้าหมายเพื่อจัดทำตัวชี้วัดในการประเมินผลด้วย" นายวิวัฒน์ กล่าว   นายวิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อีกประเด็นคือประเด็นที่ 3 คือสิทธิประโยชน์ไม่เท่ากับบัตรทอง ไม่สามารถเข้าถึงโรคร้ายแรงต่างๆ ได้ อาทิ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ติดเชื้อเอชไอวี โรคไตวาย ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าคนเหล่านี้เป็นคนไทยซึ่งรอเพียงการได้รับสัญชาติจึงควรได้รับสิทธิเท่ากับบัตรทอง   แหล่งที่มา : https://prachatai.com/journal/2017/08/72665

5 ส.ค. 2560 นายวิวัฒน์ ตามี่ เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการดำเนินงานของกองทุนให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขให้กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 23 มี.ค.2553 ตอนหนึ่งว่า สามารถจำแนกประโยชน์ของกองทุนคืนสิทธิได้เป็น 3 ประเด็นใหญ่ๆ 

ทางโล่งหรือทางตัน การแก้ปัญหาคนไร้รัฐ-ไร้สัญชาติในไทย ....ที่มา : สำนักข่าวชายขอบ

Mon, 2017-07-31 10:51
               จากเหนือจรดใต้ของประเทศไทยนั้นเรามักได้ยินความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นต่อชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย และคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในประเด็นที่แตกต่างกันออกไป อย่างกรณีชาวเล (มอแกน มอแกลน อูรักลาโว้ย) ชาวมันนิ ไทยพลัดถิ่น ในทางภาคใต้ก็มักเผชิญกับปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิทำกินและที่อยู่อาศัย หรือขึ้นไปเหนือเรื่องราวของผู้เฒ่าไร้สัญชาติและเด็กไร้สัญชาติที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมาหลายทศวรรษ ก็ยังไม่ได้รับบัตรประชาชนเพื่อเป็นไทยอย่างเป็นทางการ ส่งผลถึงการใช้ชีวิตหลายอย่าง เช่น การศึกษา การรับบริการสาธารณะสุข การประกอบอาชีพ หรือทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ยังมีลาวอพยพต้องอยู่อย่างไร้สิทธิ ไร้เสียง              ขณะที่บางเวลา สังคมไทยต้องเผชิญกับการแก้ปัญหาฉุกเฉินหลายประการ เช่น แบกรับเหยื่อการค้ามนุษย์ คนลี้ภัยหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการเหยียดชาติพันธุ์ อย่างดูแลและรองรับกลุ่มโรฮิงญา อูยกูร์ รวมถึงชนกลุ่มน้อยที่หนีภัยการสู้รบจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น อีกมุมหนึ่งยังต้องจัดระบบระเบียบกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองมาซึ่งมีทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ซึ่งกำลังถูกจับตามองจากสังคมโลก ทำให้การหาทางออกของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ต้องทำควบคู่กับความมั่นคงของประเทศในรัฐไทยยิ่งเข้าสู่โหมดยากขึ้นก็เป็นได้  





              นิยามของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติและแนวทางแก้ไขปัญหาทั่วไปนั้น “กฤษฎา บุญราช” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติและสิทธิในความเป็นพลเมืองของรัฐไทย” ว่า นักวิชาการด้านสถานะบุคคลของไทยได้แยกคำดังกล่าวออกเป็นสองคำ และกำหนดนิยามคำว่า “คนไร้รัฐ” หรือ Stateless persons ว่าหมายถึง คนที่ไม่ถูกบันทึกรายการบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลก ส่วนคำว่า “คนไร้สัญชาติ” หรือ Nationalityless persons หมายถึง คนที่ไม่ได้รับการบันทึกในสถานะคนถือสัญชาติของรัฐใดเลยบนโลกใบนี้ กล่าวคือ ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นคนชาติของรัฐใดเลย            รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบาย มาตรการ และวิธีการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติของคนไร้รัฐไร้สัญชาติกลุ่มต่างๆ ได้แก่ 1. การแก้ไขปัญหาบุคคลที่ไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ให้นายทะเบียนสามารถจัดทำทะเบียนราษฎรให้กับคนไร้รัฐไร้สัญชาติได้เหมือนประชาชนไทยทั่วไป คือ 1) รับแจ้งเกิดหรือจดทะเบียนการเกิดและออกสูติบัตรให้กับคนที่เกิดในราชอาณาจักรไทยทุกคน ไม่ว่าบิดามารดาของเด็กจะเป็นคนต่างด้าวประเภทใด มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่ก็ตาม 2) การจัดทำทะเบียนประวัติคนไร้รัฐไร้สัญชาติตามมติคณะรัฐมนตรี และตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร (มาตรา 38 วรรคสอง) 3) การจัดทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย และบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน      2. การแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิอาศัยในประเทศไทย เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ซึ่งมีสถานะเป็นคนที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง รัฐบาลจึงได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ออกมติคณะรัฐมนตรีให้คนไร้รัฐไร้สัญชาติ สามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้โดยถูกต้อง เช่น การได้สิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวในระหว่างรอการดำเนินการในเรื่องต่างๆ เช่น การดำเนินการให้สถานะบุคคล หรือรอการส่งกลับประเทศเดิมตามข้อตกลงระหว่างประเทศ การให้คนไร้รัฐไร้สัญชาติที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามมติคณะรัฐมนตรี ได้รับสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ขอใบสำคัญถิ่นที่อยู่)

 

  3. การแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติสำหรับบุตรของคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 และ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 ซึ่งสามารถดำเนินการได้หลายกรณีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของบุคคลนั้นๆ ซึ่งเป็นตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนที่จำเป็น นอกเหนือจากการได้รับสถานะบุคคลตามกฎหมาย ประกอบด้วยสิทธิของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ 5 ด้าน ได้แก่
1) ด้านการรักษาพยาบาล
2) ด้านการศึกษา
3) ด้านการประกอบอาชีพ ทำให้สามารถทำงานได้ทุกประเภท
4) ด้านการอยู่อาศัยและการเดินทาง ให้ออกนอกเขตจังหวัดได้และย้ายภูมิลำเนาได้หากจำเป็น 
5) ด้านการก่อตั้งครอบครัว ทั้งจดทะเบียนสมรส และการรับบุตรบุญธรรม                ปลัดกระทรวงมหาดไทยยอมรับว่า ปัญหาและอุปสรรคของการแก้ปัญหาคนไร้รัฐ คือ เคลื่อนย้ายประชากรข้ามชาติยังมีอย่างต่อเนื่อง กฎหมายและนโยบายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะเฉพาะ จากปากคำของตัวแทนกระทรวงมหาดไทย จึงอาจจะกล่าวได้ว่า ไทยไม่ได้ล้มเหลวต่อการแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่ถือว่าสำเร็จ เรื่องนี้ในมุมของ ”กาญจนา ภัทรโชค” อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ในส่วนของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ มีมาตรฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง คือ อนุสัญญาเกี่ยวกับสถานะของบุคคลไร้รัฐ ปี 2497 ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อดูแลให้บุคคลไร้รัฐ ให้สามารถเข้าถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานได้ โดยมีการกำหนดนิยามของการเป็นบุคคลไร้รัฐ ในฐานที่เป็น “บุคคลที่มิได้รับการรับรองการเป็นพลเมือง หรือบุคคลที่มีสัญชาติของรัฎฐาธิปัตย์ใดๆ” โดยอนุสัญญาจะกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำด้านสิทธิมนุษยชนที่พึงปฏิบัติต่อบุคคลไร้รัฐ ครอบคลุมถึงสิทธิทางการศึกษา การประกอบอาชีพ หรือการทำงาน และการมีที่อยู่อาศัย รวมถึงการได้รับการกำหนดอัตลักษณ์ตัวตน เอกสารในการเดินทาง และการสนับสนุนช่วยเหลือต่างๆ ณ ปัจจุบัน มีรัฐภาคีทั้งสิ้น 89 ประเทศ                โดยส่วนใหญ่อยู่นอกภูมิภาคเอเชีย (ยกเว้นฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้) เนื่องจากเกิดขึ้นภายหลังการอพยพของกลุ่มคนในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และอนุสัญญาการลดภาวการณ์ไร้รัฐ ปี 2504 ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวะการไร้รัฐ พร้อมกับการลดจำนวนของประชากรที่เผชิญปัญหาการไร้รัฐ โดยเป็นกรอบการปฏิบัติงานระหว่างประเทศที่ดูแลสิทธิของบุคคลทั้งปวงในการถือครองสัญชาติ อนุสัญญากำหนดให้มีกรอบกฎหมาย หรือนโยบายการกำหนดสัญชาติ (และสถานะบุคคลทางกฎหมาย) เพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวการณ์ไร้รัฐตั้งแต่เกิด รวมถึงการดำรงชีวิตในช่วงต่างๆ โดยมีข้อบทสำคัญที่กำหนดให้เด็กได้รับสัญชาติจากประเทศที่ตนเองถือกำเนิดขึ้น ในกรณีที่เด็กนั้นๆ มิสามารถได้รับสัญชาติจากประเทศอื่นใด นอกจากนั้น ยังกำหนดมาตรการสำคัญในการป้องกันการเกิดภาวะการไร้รัฐเนื่องจากการถูกถอนสัญชาติ และการแบ่งแยกดินแดน (การเกิดประเทศใหม่) พร้อมกับกำหนดลักษณะเหตุการณ์จำเพาะที่รัฐสามารถเพิกถอนสัญชาติของบุคคลนั้นๆ โดยจะต้องมิทำให้บุคคลดังกล่าวกลายเป็นคนไร้รัฐ ณ ปัจจุบัน มีรัฐภาคีทั้งสิ้น 68 ประเทศ โดยไม่มีประเทศในภูมิภาคเอเชียที่เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาดังกล่าว ในขณะที่อาจจะมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยในการพิจารณาเข้าเป็นภาคี เนื่องจากมีข้อจำกัดทั้งเรื่องความพร้อมของกฎหมาย หรือมาตรการในประเทศ และยังสร้างภาระผูกพันทั้งการรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการ แต่ทั้งนี้ ตราสารสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคี มีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องการจัดการการไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิเด็ก (CRC) ซึ่ง ณ ปัจจุบันประเทศไทยพิจารณาถอนข้อสงวนที่เกี่ยวกับสถานะบุคคล หรือการยึดหลักการเรื่องการไม่ผลักดันกลับไปสู่ภัยความตาย หรือการถูกประหัตประหาร ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ซึ่งสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการพัฒนาการจดทะเบียนการเกิดเป็นอย่างมาก              แต่ก็ยังมีข้อท้าทายทั้งเรื่องการถือครองที่ดิน ที่ทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิทางการศึกษา สิทธิในการเดินทาง หรือการเคลื่อนย้าย “ข้อท้าทายที่เห็นสถานการณ์ของการบังคับให้พลัดที่ซึ่ง UNHCR ศึกษาไว้พบว่า มีผู้ถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่เฉลี่ยทั่วโลกราว 20 คน/นาที ดังนั้น สถานการณ์ของผู้แสวงหาที่พักพิงในเขตเมืองจะมีมากยิ่งขึ้น เป็นกลุ่มที่เดินทางเข้าเมืองถูกต้องตามกฎหมาย และอาจจะอยู่นานกว่ากำหนด เพื่อแสวงหาช่องทางในการอยู่อาศัยในเมืองในลักษณะต่างๆ ในส่วนนี้มีความจำเป็นต้องหาแนวทางในการป้องกัน และแก้ไขปัญหา อย่าง มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 มกราคม 2560 เรื่องการจัดทำกลไกการคัดกรองบุคคลก็ทำได้โดยอาจจะหาแนวทางใช้ประโยชน์จากบุคคลดังกล่าวด้วย ซึ่งตอนนี้ข้อกังวลของโลก คือ กำลังจับตามองว่า แล้วเราจะดูแล ชาวเขา ชาวเล ซึ่งไม่ได้เพิ่งอพยพ แต่เกิดและอยู่ในประเทศไทยมานานมากแล้ว ถึงจะยังไม่ได้สัญชาติตามกฎหมายแต่ที่ดิน ทำกินต้องมีให้คนกลุ่มนี้ เพราะการจำกัดที่ดิน ที่ทำกิน ก็ไม่ต่างจากการผลักดันให้เขาสิ้นหนทางอยู่อาศัย” นอกจากทางออกของการแก้ปัญหาที่ต้องเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว ขยับเข้ามาให้เข้าใกล้สังคมไทยมากขึ้น “นฤมล อรุโณทัย” จาก สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างความไร้รัฐ ไร้สัญชาติของชาวเลและมันนิในทางภาคใต้ว่า ชาวเลนั้นอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยมานานหลายชั่วอายุคน โดยกลุ่มที่มีปัญหาสถานะมาก ๆ คือ มอแกน ซึ่งมีวิถีการเคลื่อนย้ายอพยพ และต้องเผชิญสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งด้านสิทธิและสถานะบุคคล การถือครองทรัพยากรธรรมชาติ การทำงานหรือประกอบอาชีพเสี่ยง การถูกหลอกในลักษณะต่างๆ การถูกทำให้ด้อยค่า (dehumanizing) 
             ปัญหาอุปสรรคในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลหรือบริการด้านสาธารณสุขและการสร้างเสริมสุขภาพ (ทั้งนี้ พบประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อาทิ การพระราชทานนามสกุล “กล้าทะเล”) การประสานงานระหว่างสถาบันการศึกษา และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะของกลุ่มมอแกน ในส่วนของมันนิ ซึ่งมีวิถีชีวิตโยกย้าย พบว่าสถานการณ์ ณ ปัจจุบันจากการเบียดขับของการพัฒนา การแย่งชิงการถือครองทรัพยากรทำให้เกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิต มานิมีการเปลี่ยนแปลงทั้งการอยู่อาศัยแบบทับ (ที่พักชั่วคราว) กระท่อม (การย้ายตามฤดูกาล) หรือพื้นที่ถาวร ซึ่งมีความสัมพันธ์/การติดต่อสื่อสารกัน ในส่วนของสัญชาติหรือสถานะบุคคลยังมีหลายกลุ่มที่ประสบปัญหา “เท่าที่ฟังสถานการณ์ของยุโรป คือ การช่วยเหลือคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติของเขานั้นเน้นที่กลุ่มอพยพและร่วมกันในนามของสหภาพ ซึ่งไม่ได้แบกรับลำพังประเทศใดประเทศหนึ่ง อย่างออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส การเข้ามาของผู้อพยพเขาดูแลได้ ซึ่งประเทศฝั่งนี้อาจจะมีชนกลุ่มน้อยไม่มากเท่าประเทศไทย ดังนั้นกรณีของไทย เราต้องมาคิดว่าทำไมปัญหาชาวเลแก้มา 10 กว่า ปีแล้วยังเหมือนเดิม ทั้งที่ข้อมูลพร้อมแล้ว หลายอย่างพร้อมแล้ว แต่สิทธิที่ดิน ถือครองไม่มี ทั้งที่หลักฐานพิสูจน์การตั้งถิ่นฐานและการเคลื่อนที่ในทะเลไทยก็มีมานาน ดังนั้นอาจจะต้องมามองว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะให้สัญชาติเขาแล้วให้สิทธิเขาดำรงชีวิตแบบเดิมของเขา โดยไม่บังคับให้เขามีสัญชาติและใช้ชีวิตแบบคนเมืองมากไป ซึ่งตรงนี้ต้องหาทางออก แต่ตอนนี้บางที่ไม่มีแม้สิทธิจะสร้างบ้าน ออกเรือ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับทางแสกนดิเนเวียร์แล้ว ประเทศทางนั้น อย่างนอร์เวย์ เขาไปไกลจนถึงขั้นให้สิทธิชนเผ่าออกกฎดูแลตัวเองแล้ว ปกครองตัวเองและมีการจัดการทรัพยากรที่ลงตัว”                 “สันติพงษ์ มูลฟอง” ประธานมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล กล่าวว่าปัจจุบัน ประเทศไทยมีข้อเสนอมากมายรวมทั้งมีนโยบายและกฎหมายที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง แต่ในทางปฏิบัติการ และในระดับการตัดสินใจนั้นยังเป็นปัญหา เช่น เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้ มีทั้งแบบอ้างคำสั่งผู้บริหารระดับสูง อ้างอยากเห็นหนังสือสั่งการบ้าง แต่บางคนไม่ทำอาจจะเพราะไม่เข้าใจหลักการ หลายครั้งเราจึงมักเห็นการทำงานนั้นล้มเหลว แม้ว่ามีกฎหมายพร้อม นโยบายดีก็ตาม ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งจัดอบรมหรือดูแลเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการด้วย อย่างกรณี เด็กรหัส G หรือ เด็กและเยาวชนที่อยู่ในสถานศึกษา และไม่มีเอกสารพิสูจน์ตัวบุคคล ตอนนี้ทางองค์กรฯ สำรวจพบตัวเลขกว่า 90,000 ราย ยังประสบปัญหาการพัฒนาสถานะบุคคลตามกฎหมายไทย ทั้งที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เรื่องพิจารณาสิทธิในสัญชาติตามหลักดินแดน (มาตรา 7 ทวิ) มาใช้นานแล้ว แต่การขอพัฒนาสถานะไปสู่การได้รับสัญชาติยังยาก การสะท้อนสถานการณ์ และอุปสรรคของการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในประเทศไทย ช่วยให้เห็นช่องโหว่การใช้กฎหมายและนโยบายต่างๆได้ก็จริง แต่ประเทศไทยยังอยู่ในยุคการปกครองที่แฝงด้วยอำนาจหลายอย่าง เช่น อำนาจทุน อำนาจรัฐ และบางครั้งอำนาจทั้งสองประการนำมาสู่การเอารัฐ เอาเปรียบคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติได้ง่าย เช่น กรณีการจำหน่ายบัตรในชนกลุ่มน้อย กรณีการปล่อยให้เอกชนโกงหรือรุกที่ดินชาวเล และที่ดินสาธารณะโดยที่อำนาจทางกฎหมายไม่สามารถเอาผิดได้ เป็นต้น ดังนั้นก่อนการอุดช่องโหว่ของปัญหาไทยอาจจะต้องมองที่การปฏิวัติอำนาจให้อยู่ในขอบเขตเสียก่อน





: สำนักข่าวชายขอบ   แหล่งที่มา : http://transbordernews.in.th/home/?p=17230

จากเหนือจรดใต้ของประเทศไทยนั้นเรามักได้ยินความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นต่อชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย และคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในประเด็นที่แตกต่างกันออกไป อย่างกรณีชาวเล (มอแกน มอแกลน อูรักลาโว้ย) ชาวมันนิ ไทยพลัดถิ่น ในทางภาคใต้ก็มักเผชิญกับปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิทำกินและที่อยู่อาศัย หรือขึ้นไปเหนือเรื่องราวของผู้เฒ่าไร้สัญชาติและเด็กไร้สัญชาติที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมาหลายทศวรรษ ก็ยังไม่ได้รับบัตรประชาชนเพื่อเป็นไทยอย่างเป็นทางการ ส่งผลถึงการใช้ชีวิตหลายอย่าง เช่น การศึกษา การรับบริการสาธารณะสุข การประกอบอาชีพ  

"หนูจะต้องได้สัญชาติไทยสักวันหนึ่ง"

Wed, 2017-06-28 14:08
                 น.ส.อาแผ่ คาล่า บอกเล่าเรื่องราวครอบครัวให้ฟังว่าพ่อกับแม่เป็นชาวบ้านแตงภู หรือบ้านซาก้า ในจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ซึ่งขณะที่อาศัยอยู่ที่นั่น เกิดการสู้รบระหว่างทหารรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อย และมาเกณฑ์ผู้ชายในหมู่บ้านไปเป็นทหารและลูกหาบ รวมถึงออกคำสั่งให้ชาวบ้านส่งเสบียงให้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และอยู่ด้วยความหวาดกลัว พ่อกับแม่จึงตัดสินใจอพยพเดินทางเข้ามายังฝั่งไทยผ่านชายแดนที่บ้านปางมะหัน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มาเป็นลูกจ้างเฝ้าสวนให้กับชาวบ้านที่บ้านปางมะหัน จนกระทั่งปี พ.ศ.2537 พ่อกับแม่ก็อพยพมาอยู่ที่บ้านแม่หม้อ ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย แม่จึงได้คลอดหนู จากหลักฐานทางทะเบียนได้ระบุเกิดวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2537 ในประเทศไทย หลังจากอาแผ่ อายุได้ประมาณ 1 ปี พ่อก็ต้องคดียาเสพติด ทำให้ภาระต้องตกอยู่ที่แม่ ผ่านไป 6 ปี แม่จึงตัดสินใจแต่งงานเป็นภรรยาน้อยของชายชาวอาข่าในหมู่บ้าน หลังจากแต่งงานแล้ว 3 ปี แม่ได้ย้ายไปอาศัยกับสามีใหม่ที่บ้านเล่าหวาง ซึ่งเป็นหมู่บ้านบริวารของบ้านแม่หม้อ เรื่องการเรียน อาแผ่ เรียนชั้นอนุบาล - ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนบ้านแม่หม้อ แต่จุดเปลี่ยนชีวิต คือ เมื่อช่วงใกล้เรียนจบ ม.3 ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อดีกับชีวิต เพราะช่วงนั้นเริ่มมีโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนรัฐในเมืองเชียงราย มาแนะแนวการศึกษาต่อ แต่ว่าค่าเทอมสูงมากไม่สามารถเรียนได้ จนกระทั่งใกล้เปิดภาคเรียนได้เดินทางไปรับวุฒิการศึกษาที่โรงเรียนบ้านแม่หม้อ คุณครูที่โรงเรียนได้สอบถามถึงเรื่องการเรียนต่อว่าอยากไปเรียนต่อสายอาชีพที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการเชียงราย หรือไม่ ถ้าอยากเรียนและต้องการไปครูจะติดต่อเพื่อน ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนนั้นพร้อมกับจะหาทุนการศึกษา จึงตัดสินใจเดินทางเข้าตัวเมืองเชียงราย มาสมัครเข้าเรียนต่อ พร้อมกับได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิการกุศลแห่งหนึ่งในเชียงราย ซึ่งมูลนิธิฯ แห่งนี้จะจ่ายค่าเทอมให้ทั้งหมด ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นั้นต้องรับผิดชอบคนเดียว พอช่วงเรียนในปีที่ 2 ได้ไปหารายได้เสริมโดยทำงานรับจ้างขายของที่ไนท์บาซ่าร์ เชียงราย ในช่วงกลางคืน เช่น ขายเสื้อผ้า เป็นต้น ได้รับค่าจ้างวันละ 120 บาท ทำให้พอมีเงินสำหรับใช้จ่ายขณะเรียนหนังสือ รวมถึงได้เป็นคนดูแลหอพัก จึงได้สิทธิ์อาศัยอยู่หอพักของโรงเรียนฟรี ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตที่ดีที่สุด การเรียนหนังสือในระดับอาชีวศึกษา แม้จะไม่มีสัญชาติไทย แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรกับเพื่อนร่วมห้อง ทุกคนเป็นเพื่อนกันได้ตามปกติมีแต่เพียงข้อสงสัยของครูเกี่ยวกับเลขบัตรประจำตัว 13 หลัก ที่เป็นเลข 6 เพราะมีความแตกต่างจากเพื่อนในห้อง จึงได้อธิบายให้ครูว่าเป็นคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย แต่ที่เป็นปัญหาหนักมากก็คือไม่สามารถกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เรียนได้เหมือนคนอื่น ทั้งที่ฐานะทางบ้านก็ลำบากและยากจนมาก แต่ก็ไม่มีสิทธิกู้ยืมเงิน กยศ. เพราะไม่มีสัญชาติไทย ด้านการเดินทางต้องพกบัตรประจำตัวนักศึกษาทุกครั้ง เนื่องจากการเดินทางออกนอกเขตอำเภอ ต้องขอหนังสืออนุญาตออกนอกพื้นที่ แต่บางครั้งก็ไม่ได้ไปขอฯ เมื่อถูกเรียกตรวจจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะหยิบบัตรประจำตัวนักศึกษาเป็นส่วนใหญ่ ด้านการรักษาสุขภาพ มีบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ซึ่งสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้ที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน หรือที่โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง  และสามารถใช้ได้ในโรงพยาบาลรัฐที่อื่น ๆ  แต่สามารถใช้ต่างพื้นที่ได้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น             ชีวิตของอาแผ่ เริ่มเรียนรู้เรื่องสิทธิพลเมือง เรียนรู้เรื่องปัญหาการไร้สัญชาติมากขึ้น จริงๆ จังๆ ก็ในช่วงวัยใกล้อายุครบ 20 ปี ก่อนหน้าที่เรียนอยู่ชั้น ม.3 ทราบจากการประกาศของผู้ใหญ่บ้านว่าหนูมีคุณสมบัติในการขอสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แต่ยังไม่สามารถขอสัญชาติไทยได้ เนื่องจากพ่อแม่เกิดที่ประเทศพม่า ต้องรอให้บรรลุนิติภาวะก่อน ถึงจะไปดำเนินการเองได้ ตั้งแต่นั้นมาไม่ได้ดำเนินการใด ๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2557 เมื่ออายุครบ 20 ปี จึงตัดสินใจเข้าไปสอบถามที่สำนักทะเบียนอำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้แนะนำว่าการขอสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แต่ต้องพาพยานรู้เห็นการเกิดมาสอบปากคำในการทำหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.20/1) ก่อนถึงจะยื่นคำร้องขอสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง จากนั้นจึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวตั้งแต่การทำหนังสือรับรองการเกิดโดยพาพยานที่รู้เห็นการเกิด ผู้ทำคลอด และผู้ปกครองมายืนยันการเกิด ตอนเริ่มแรกก็ผ่านพ้นไปด้วยดี แต่เมื่อถึงวันนัดหมายให้มารับหนังสือรับรองการเกิด เจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่าหนังสือรับรองการเกิดหาย ให้นำพยานรู้เห็นการเกิดมาสอบปากคำเพื่อออกหนังสือรับรองการเกิดใหม่ ตอนนั้นไม่ได้มีความรู้ ไม่เข้าใจ จึงได้ดำเนินการขอทำหนังสือรับรองการเกิดใหม่ หลังจากสอบพยานรู้เห็นการเกิดเสร็จจนกระทั่งได้หนังสือรับรองการเกิดก็ได้ยื่นคำร้อง มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เสร็จเรียบร้อย โดยระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้แนบหนังสือรับรองการเกิดฉบับจริงไว้ในคำร้องฯ ด้วย ทำให้ตัวเองรู้สึกกลัวว่าจะเกิดการสูญหายรอบสองอีก พยายามพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอเอกสารหนังสือรับรองการเกิดฉบับจริงให้เจ้าตัวเก็บ แต่ถูกปฏิเสธการให้ โดยอ้างว่าถ้าเอกสารหนังสือรับรองการเกิดสูญหาย เจ้าตัวต้องรับผิดชอบ และอาจจะส่งผลต่อคำร้องฯ ที่ยื่นมีความล่าช้า จึงได้ตัดสินใจไปปรึกษากับปลัดอำเภอ และได้รับคำตอบว่าปลัดยินดีเซ็นรับรองในคำร้องฯ และให้เอกสารหนังสือรับรองการเกิดฉบับจริง แต่ไม่ทราบว่าทางจังหวัดจะยอมรับหรือไม่ ซึ่งตอนนี้คำร้องอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของจังหวัดเชียงราย          อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่คอยให้กำลังใจ คอยดูแลประสานงานในการดำเนินเรื่องขอสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้านที่เคยแจ้งข่าวให้ทราบ ศิษยาภิบาลในโบสถ์บ้านแม่หม้อที่คอยแนะนำ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่อำเภอ และพยายามหาทางช่วยเหลือ รวมถึงมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส.) ที่คอยให้ความรู้ในข้อกฎหมายสัญชาติ ขั้นตอนกระบวนการ และการประสานงานระหว่างอำเภอในการอำนวยความสะดวกจนกระทั่งการช่วยเหลือติดตามความคืบหน้าของคำร้องฯ อาแผ่ ก็เหมือนคนไร้สัญชาติทั่วไปที่ต่างตั้งความหวังเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งตนเองจะได้รับสัญชาติไทย เนื่องจากตนเกิดในประเทศไทย เพราะการมีสัญชาติไทยทำให้ตนได้รับสิทธิ์ที่ควรได้รับ และเป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์                                                                                                                         แหล่งที่มา : มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส)  

 

ม้งช่วยรบ (ตอนจบ) บทสรุปของการต่อสู้เพื่อทวงคืนความเป็นคนไทย

Mon, 2017-05-22 11:05

สนทนาภาคต่อกับอดีตสมาชิกชุมชนถ้ำกระบอก หลังผ่านยุค “ม้งช่วยรบ” ช่วยราชการช่วงสงครามเย็น และถูกกดดันให้ย้ายออกจากถ้ำกระบอก พวกเขาบางส่วนย้ายไปอยู่บ้านญาติพี่น้องที่เชียงราย แต่การตั้งถิ่นฐานใหม่ไม่ได้สวยหรูอย่างที่ตั้งใจไว้ เลวร้ายที่สุดคือถึงกับถูกจำหน่ายชื่อออกจากระบบทะเบียนราษฎร์ ทำให้พวกเขาขอฮึดสู้อีกครั้งหนึ่ง นั่นคือต่อสู้เรียกร้องสิทธิให้ตัวเอง

        เพราะการเป็นคนไร้สัญชาตินั้น เหมือนชีวิตนั้นวิ่นแหว่ง ไม่มีความสมบูรณ์ พวกเขาจึงเริ่มต้นเรียกร้องสิทธิ เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย
เป็นการต่อสู้ที่ใช้เวลายาวนาน และต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง

เยี่ยปาว แซ่ซง อดีตอาสาสมัคร “ม้งช่วยรบ” เล่าให้ฟังว่า เขากับญาติพี่น้อง ได้เดินทางไปยื่นเอกสารที่ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อขอให้ดำเนินการเรื่องสัญชาติ โดยเริ่มต้นจากปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา

“พวกผมได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 7 ภายใต้การประสานงานจากทหาร แต่หลังจากยื่นคำร้อง ก็ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ประมาณปี พ.ศ. 2551 ได้รับแจ้งจากผู้นำหมู่บ้านว่าให้พวกตนสำรวจใหม่เนื่องจากบัตรประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยเลข 6 ดำเนินการมานานแล้วไม่คืบหน้า ให้เปลี่ยนมาสำรวจทำบัตรประจำตัวเลข 0 ใหม่ทั้งหมด มีคนจำนวนหนึ่งมาสำรวจและทำบัตรเลข 0 ส่วนพวกตนไม่ยอมทำบัตรเลข 0 เนื่องจากพวกตนคิดว่าบัตรเลข 6 ของพวกตนมีคุณสมบัติที่ดีกว่า”

แน่นอนว่า การถือบัตรเลข 6 ของเยี่ยปาวและญาติพี่น้องของเขา ทำให้รู้ว่าถูกจำกัดสิทธิในหลายๆ ด้าน

“ยกตัวอย่างเช่น เราไม่มีสิทธิ์ที่จะเช่าซื้อรถ หากใครต้องการซื้อก็ให้คนรู้จักในหมู่บ้านไปเป็นผู้จดทะเบียน ส่วนการเดินทางถ้าเราขับมอเตอร์ไซค์เข้าไปข้างนอก ไปในเมือง ก็มักถูกเรียกตรวจ และถูกปรับในข้อหาไม่มีใบอนุญาตขับขี่”

การใช้ชีวิตของพวกเขา จึงพยายามอยู่กันในหมู่บ้านธารทอง แต่เมื่อถึงกรณีจำเป็นที่ต้องออกเดินทางไปทำธุระในการเดินทางต่างอำเภอ ต่างจังหวัด ก็จะเกิดปัญหาตามมาทันที

“เวลาเราจำเป็นต้องเดินทางออกนอกพื้นที่ พวกเราจะใช้เอกสารที่ทางการออกให้เพื่อใช้สำหรับเดินทางไปใน 20 จังหวัดภาคเหนือที่กระทรวงออกให้ก่อนออกมาจากถ้ำกระบอกเป็นหลักฐาน บางครั้งก็ถูกโต้แย้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าไม่สามารถใช้ได้ แต่เมื่อได้รับการอธิบายก็ไม่ถูกจับกุม”

และนั่นทำให้พวกเขา เริ่มหันกลับมาเรียกร้องสิทธิ เรียกร้องขอสัญชาติกันอีกครั้ง

“การเรียกร้องต่อสู้เรื่องขอสัญชาติ ตอนแรกๆ เราก็ต่อสู้ด้วยตัวเอง มาตอนหลังก็เริ่มเรียนรู้จากองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ ตอนนั้น มีองค์การแพลน เข้ามาสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงโรงเรียน สนับสนุนก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์ และมาถ่ายรูปทำข้อมูลเด็กแพลน และในช่วงนั้นเองพวกเรา ได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมเรื่องสัญชาติ ผมจึงได้เสนอเรื่องม้งถ้ำกระบอกไปในที่ประชุม เพื่อขอความช่วยเหลือ จนทำให้กรณีม้งถ้ำกระบอกเป็นที่รู้จักมากขึ้น และยังได้รับเชิญเข้าร่วมเวทีประชุมเรื่องสัญชาติบ่อยมากขึ้น และจากการประชุมที่ศาลากลางจังหวัดพะเยาครั้งนั้น พวกเราจึงได้ทำหนังสือขอความช่วยเหลือ โดยในที่ประชุมครั้งนั้น เราได้พบกับครูแดง เตือนใจ ดีเทศน์ด้วย”

 

เยี่ยปาว แซ่ซ่ง และแสง แสงยาอรุณ จากมูลนิธิ พปส.ที่ ช่วยเหลือไปตามเรื่องสัญชาติ ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

แสง แสงยาอรุณ มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง(พปส.) หนึ่งในทีมงานที่่เข้ามาช่วยเหลือกลุ่มม้งช่วยรบ จนได้สัญชาติไทย

 

       เยี่ยปาว บอกว่า หลังจากได้บอกเล่าเรื่องราวให้ครูแดง เตือนใจ ดีเทศน์ ครูแดงได้แนะนำให้แสง แสงยาอรุณ จากมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส.) ขอให้เข้ามาช่วยดูแลกรณีม้งถ้ำกระบอก เนื่องจากเป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนและยุ่งยากซับซ้อนกว่ากรณีรายอื่นๆ

แต่ที่แน่ๆ ทุกคนรู้ดีว่า ปัญหาในการดำเนินการเรื่องสัญชาติกรณีนี้ จริงๆ แล้ว ปัญหามันอยู่ที่อำเภอเชียงแสนไม่ยอมรับว่า ม้งถ้ำกระบอกมีฐานข้อมูลอยู่ที่อำเภอ

“ซึ่งหลังจากได้รับคำปรึกษาในเรื่องนี้ พวกผมก็เลยทำหนังสือถึงจังหวัด และก็ได้รับคำตอบว่า พวกเรามีฐานข้อมูลอยู่ที่อำเภอเชียงแสนจริง” เยี่ยปาว บอกย้ำอย่างหนักแน่น

นั่นทำให้เยี่ยปาวและชาวบ้าน ได้กลับมาคุยกัน วางแผนและหาข้อมูลหลักฐานกันใหม่ โดยมีหลายหน่วยงานองค์กรคอยเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนและชี้แนวทางในการทำงานให้

“ใช่ โดยเฉพาะทางมูลนิธิ พปส. พวกเราได้มาเรียนรู้กับเจ้าหน้าที่ พปส. กันหลายเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องการสื่อสาร การเจรจา เวลาไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐ กับอำเภอ ต้องติดต่อยังไง ต้องคุยอย่างไรกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ต้องหาพยานหลักฐานอย่างไร เราก็พยายามช่วยกัน” เยี่ยปาว บอกเล่า

เป็นที่รับรู้กันดีว่า การเรียกร้องสิทธิเรื่องสัญชาติ บางครั้งต้องใช้เวลาอันยาวนานกับการต่อสู้ กว่าจะได้มาซึ่งสิทธิของตน

กรณีของกลุ่มม้งบ้านธารทองนี้ก็เช่นเดียวกัน

ในปี พ.ศ. 2554 แสง แสงยาอรุณ และทีมงานฝ่ายสถานะบุคคล มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง ได้รับการร้องขอจากเยี่ยปาว ให้เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มม้งที่บ้านธารทอง ซึ่งอพยพมาจากสำนำสงฆ์ถ้ำกระบอก ต่อมา ทางมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง จึงได้ทำการสำรวจ รวบรวมเอกสารและวิเคราะห์สถานะบุคคลของกลุ่มม้งดังกล่าว ซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

กลุ่มที่ 1 บุคคลประเภท 6-xxxx-68xxx-xx-x มีสำเนาทะเบียนประวัติกลุ่มม้งถ้ำกระบอก มีสำเนาทะเบียนบ้าน (ทร.13) และรายการบุคคลในฐานข้อมูลได้แจ้งย้ายออกจากสำนักทะเบียนเทศบาลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี และย้ายเข้า ณ สำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสนที่เป็นภูมิลำเนาปัจจุบันแล้ว แต่ไม่เคยได้รับการจัดทำบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทย

กลุ่มที่ 2 บุคคลประเภท 6-xxxx-68xxx-xx-x มีสำเนาทะเบียนประวัติกลุ่มม้งถ้ำกระบอก มีสำเนาทะเบียนบ้าน (ทร.13) แต่รายการบุคคลในฐานข้อมูลไม่ได้แจ้งย้ายจากสำนักทะเบียนเทศบาลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ให้มาอยู่ ณ สำนักทะเบียนที่ชาวบ้านมีภูมิลำเนาปัจจุบัน ชาวบ้านอพยพโยกย้ายมาแค่ตัวบุคคล โดยข้อมูลทางทะเบียนของบางคนยังอยู่ที่สำนักทะเบียนเทศบาลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี แต่บางคนถูกจำหน่ายรายการทางทะเบียนราษฎร

กลุ่มที่ 3 บุคคลที่มีเอกสารตามกลุ่มที่ 2 หรือ 3 แต่ปัจจุบันบุคคลกลุ่มนี้ได้รับการสำรวจแบบ 89 และถือบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน (เลข 0)

กลุ่มที่ 4 ไม่มีเอกสารทางราชการ มีเพียงเอกสารที่ออกให้โดยสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก

และเมื่อมีการพิจารณาตามลักษณะของสภาพปัญหา สามารถจำแนกได้ดังนี้ คือ

1. กลุ่มที่มีทะเบียนประวัติที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ได้มีการแจ้งย้ายฐานข้อมูลมาที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นภูมิลำเนา ณ ปัจจุบัน แต่ไม่เคยได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ที่ผิดปกติคือ ชาวบ้านไม่มีทะเบียนประวัติฉบับจริง ณ สำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสน

2. กลุ่มที่เคยมีทะเบียนประวัติที่อำเภอพระพุทธบาท บางคนมีหนังสือแจ้งย้าย แต่ไม่ได้ย้ายข้อมูลทางทะเบียน หรือบางคนไม่มีหนังสือแจ้งย้าย และไม่ได้ย้ายข้อมูลทางทะเบียน แต่ปัจจุบันรายการบุคคลในฐานข้อมูล(ที่อำเภอพระพุทธบาท)ถูกจำหน่าย ชาวบ้านกลายเป็นบุคคลที่ไม่มีเอกสาร ในทางปฏิบัติจึงมีปัญหาข้อติดขัดในการไปขอคืนรายการบุคคล คือชาวบ้านไปขอคืนรายการบุคคล ณ สำนักทะเบียนที่มีรายการ(อำเภอพระพุทธบาท) แต่เจ้าหน้าที่ทะเบียนที่นั่นแจ้งว่าได้ย้ายไปหมดแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว ขณะที่สำนักทะเบียนที่ชาวบ้านมีภูมิลำเนาปัจจุบัน(อำเภอเชียงแสน) ก็ได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีรายการในสำนักทะเบียนนี้ จึงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับชาวบ้านอุปสรรคยนยนที่มีรายการ าย (ห้โดยนะบุคคลของกลุ่มม้นักสงฆ์ถ้ำกระบอก และได้ดำเนินการแจ้งย้ายเข้าที่สำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสน

3. กลุ่มที่เคยมีทะเบียนประวัติชุมชนวัดถ้ำกระบอก ที่อำเภอพระพุทธบาท (6-xxxx-68xxx-xx-x) ไม่ได้แจ้งย้ายมาที่ปลายทางคืออำเภอเชียงแสน รายการบุคคลก็ถูกจำหน่าย และปัจจุบันได้รับการสำรวจเป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (0-89) โดยมีรายการต่างๆ ตรงกันกับทะเบียนประวัติที่สำรวจ ณ วัดถ้ำกระบอก จังหวัดสระบุรี (6-xxxx-68xxx-xx-x) และมีหลายคนที่ข้อมูลตามแบบสำรวจ 89 ไม่ตรงกันเช่น วันเดือนปีเกิด สถานที่เกิด

จากการดำเนินการช่วยเหลือด้านสถานะบุคคล ของมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง ซึ่งเราได้สำรวจข้อเท็จจริงและวิเคราะห์สถานะบุคคลของชาวม้งบ้านธารทอง ซึ่งถือว่ายากและมีความซับซ้อนกว่ากรณีอื่น โดยเราจำแนกรายละเอียดได้ดังนี้

กลุ่มที่มีเลข 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 6 จำนวน 55 คน

กลุ่มที่มีเลข 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 0 (เดิมเป็นเลข 6 แต่เปลี่ยนเป็นเลข 0) จำนวน229 คน

กลุ่มที่ไม่มีเลข 13 หลัก (คนไร้รัฐ) จำนวน 50 คน

รวมทั้งหมด 334 คน

ที่น่าสนใจก็คือ หลังจากมีการสืบค้น รวบรวมหลักฐานต่างๆ กันใหม่ ก็ได้มีหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง ดำเนินการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับม้งกลุ่มนี้กันอย่างต่อเนื่อง

และแน่นอน มีมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง เป็นองค์กรหลัก ที่โดดเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่

“ที่ผ่านมา เรามีการประสานงานกับทางสำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และสำนักทะเบียนกลางฯ โดยเสนอคณะอนุกรรมการศึกษาและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสถานะและสิทธิของบุคคล เพื่อจัดทำทะเบียนประวัติชุมชนวัดถ้ำกระบอก ทดแทนต้นฉบับที่สูญหาย โดยเฉพาะการประสานงานกับทางสำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อจัดทำบัตรประจำตัวผู้ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเราได้ประสานงานกับวีระศักดิ์ ศิริสิทธิ์ นายอำเภอเชียงแสนในขณะนั้น เพื่อร่วมหาแนวทางในการช่วยเหลือการพัฒนาสถานะบุคคลของกลุ่มม้งจากถ้ำกระบอก บ้านธารทอง ต่อไป” ตรีลดา แสงยาอรุณ ผู้ประสานงานมูลนิธิ พปส.บอกเล่าให้ฟัง

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง ยังได้ลงพื้นที่หมู่บ้านธารทอง เพื่อตรวจสอบข้อมูลและเตรียมความพร้อมกลุ่มที่มีสิทธิยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 ก่อนที่จะลงรับคำขอจริง จัดเวทีทำความเข้าใจกับผู้นำ แกนนำกลุ่มม้งจากถ้ำกระบอก และบุคคลไร้สัญชาติม้งจากถ้ำกระบอกที่บ้านธารทอง

จนกระทั่งระหว่างวันที่ 28-31 สิงหาคม 2557 มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง จึงได้ประสานเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนที่ดำเนินงานด้านสถานะบุคคล จำนวน 7 องค์กร คือ มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส.) จังหวัดเชียงราย องค์การแพลนอินเตอร์เนชั่นเนล ประเทศไทย มูลนิธิพัฒนาชุมชนในเขตภูเขา (พชภ.) จังหวัดเชียงราย มูลนิธิกระจกเงา จังหวัดเชียงราย องค์การยุติธรรมนานาชาติ (IJM) จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ และมูลนิธิศูนย์ชีวิตใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมช่วยเหลือในการรับคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 (ฉบับที่ 4) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551

ซึ่งจากความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายทั้ง 7 องค์กร ได้นำไปสู่การขับเคลื่อนเรียกร้องสิทธิให้กับชาวม้งกลุ่มนี้ได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่รับคำร้อง มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ให้กับกลุ่มบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (เลข 6) และกลุ่มคนหัว 0 มีการสอบ ป.ค.14 ผู้ยื่นและพยาน มีการตรวจคัดกรองเอกสาร ของกลุ่ม (เลข 6) และกลุ่มคนหัว 0 บ้านธารทอง หมู่ 11 ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อทดแทนฉบับเดิมที่สูญหาย

จากนั้น มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง ได้ลงพื้นที่บ้านธารทอง เพื่อนำเอกสารที่สอบ ป.ค.14 เสร็จสมบูรณ์แล้ว นำไปให้พยานและผู้ใหญ่บ้านลงนามรับรองเอกสาร และรับเอกสารเพิ่มเติมในส่วนของรายการที่เอกสารไม่ครบถ้วน ก่อนที่มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง จะทำตรวจสอบเอกสาร และทำบันทึกข้อความเอาไว้

กระบวนการทำงาน ดูเหมือนว่าจะราบรื่น แต่แล้วหลายฝ่ายเริ่มมองเห็นอุปสรรคปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกันอีกแล้ว

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2557 มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูงและตัวแทนเครือข่ายฯ ได้ทำการยื่นคำร้อง จำนวน 131 ราย ให้กับวีระศักดิ์ ศิริสิทธิ์ นายอำเภอเชียงแสน ในขณะนั้น โดยมีข้อตกลงกันว่า ขอให้ท่านนายอำเภอเชียงแสน ลงนามให้สัญชาติไทยตาม มาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่4 )พ.ศ.2551 นำร่อง 1 ครอบครัว ไปก่อน

“แต่ผลสุดท้าย ท่านนายอำเภอไม่ได้ลงนาม จึงไม่มีผู้ได้รับการอนุมัติแม้แต่รายเดียว” ผู้ประสานงานมูลนิธิ พปส. บอกเล่า

7 ตุลาคม 2557 มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูงและตัวแทนเครือข่ายฯ จึงได้ประชุมและชี้แจง ทำความเข้าใจปัญหาที่พบในระหว่างดำเนินการรับคำร้อง และชี้แจงถึงความคืบหน้าของคำร้อง ตาม มาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 จำนวน 131 คน ประกอบด้วยกลุ่ม บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (เลข 0) และกลุ่มบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (เลข 6) ที่ส่งมอบให้สำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสน เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2557 พร้อมกับชี้แจงกลุ่มชาวบ้านที่เอกสารขัดแย้งกันเพื่อทำการแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งคนกลุ่มนี้ยังไม่ได้ยื่นคำร้อง ต้องรอแก้ไขเอกสาร เช่น กลุ่มคนที่เคยมีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (เลข 6) แต่ไปทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (เลข 0)

ทางมูลนิธิ พปส. ได้พยายามติดตามกระบวนการทำงานในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างการดำเนินการรับคำร้องของชาวบ้านส่วนที่เหลือ และการรอความคืบหน้าจากสำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายนั้น ทางมูลนิธิ พปส.ได้จัดส่ง แสง แสงยาอรุณ เข้าเป็นตัวแทนของเครือข่ายเข้าไปเป็นคณะทำงานในระดับจังหวัดและได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการศึกษาและแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล ภายใต้ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน โดยได้นำประเด็นปัญหาของกลุ่มม้งที่มีสถานะบุคคลผู้ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (เลข 6) ที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติชุดใหม่แทนชุดที่ทำการสำรวจเมื่อ ปี 2542 ที่หายไป และยังไม่ได้รับการถ่ายบัตรประจำตัว ไปพูดคุย เร่งรัด และผลักดัน ในเวทีคณะทำงานเพื่อให้เร่งดำเนินการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มี สัญชาติไทย (เลข 6) แก่กลุ่มม้ง จำนวน 54 คน

จนกระทั่ง กรมการปกครอง ได้มีคำสั่งถึงสำนักทะเบียนเชียงแสน ให้กลุ่มม้งบ้านธารทอง ที่เป็นกลุ่ม บุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (เลข 6) ไปดำเนินการถ่ายบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย จำนวน 54 คน ต่อเนื่องจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มาจัดทำแบบพิมพ์ทะเบียนประวัติชาวเขา ของชาวบ้านใหม่ แทนอันเดิมที่สูญหายไป

และในวันที่ 21 มกราคม 2558 ก็เป็นวันหนึ่งที่สำคัญที่ เยี่ยปาว แซ่ซ่ง และญาติพี่น้องม้ง ต้องจดจำและจารึกไว้ในชีวิตครอบครัวของพวกเขา เมื่อมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูงและตัวแทนเครือข่ายฯ สำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสน และตัวแทนหน่วยงานทหาร หัวหน้าชุด ชบขที่ 3203 กอ.รมน.ภาค สย.2 ได้ร่วมพิธีมอบบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (เลข 6) ให้กับชาวบ้าน ณ หอประชุมบ้านธารทอง หมู่ 11 ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย รวมทั้งสิ้น จำนวน 52 คน

ผ่านไปเพียงหนึ่งวัน วันที่ 22 มกราคม 2558 สำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสน ก็ได้แจ้งข่าวให้มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูงและตัวแทนทางเครือข่ายฯ ทราบถึงความคืบหน้าในการอนุมัติสัญชาติไทยตามมาตรา 23แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551แก่ บี แซ่ท่อร์ และไมเย้ะ แซ่ท่อร์ ซึ่งทั้งสองคน ได้ฟ้องศาลปกครองร่วมกับเพื่อนชาวม้งทั้งหมด 17คน ก่อนที่เครือข่ายสถานะบุคคล จังหวัดเชียงราย ไปก่อนหน้านั้นแล้ว ก่อนที่ทางมูลนิธิ พปส.และเครือข่ายฯ จะเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือรับคำร้องการขอสัญชาติไทย

ต่อมา มีการปรับเปลี่ยนนายอำเภอคนใหม่ แต่ปัญหาเรื่องสัญชาติของชาวบ้านยังไม่จบสิ้น จำเป็นต้องมีการเร่งรัดและสานต่อ

3 กุมภาพันธ์ 2558 มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูงและตัวแทนเครือข่ายฯ จึงพากันเข้าพบนายพินิจ แก้วจิตคงทอง นายอำเภอเชียงแสนคนปัจจุบัน เพื่อหารือเรื่องการทำงานด้านสถานะบุคคลในพื้นที่อำเภอเชียงแสน และส่งมอบคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551เพิ่มอีกจำนวน 49 ราย ของกลุ่มชาวม้งจากถ้ำกระบอกที่บ้านธารทอง ให้สำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสน

โดยในการเข้าพบครั้งนั้น มีเตือนใจ ดีเทศน์, แสง แสงยาอรุณ และวีระ อยู่รัมย์ เข้าพบนายอำเภอเชียงแสน เพื่อหารือในประเด็นแนวทางการทำงานและความร่วมมือกัน โดยนายอำเภอบอกว่า เพิ่งเดินทางเข้ามารับตำแหน่งใหม่ จึงขอเวลาศึกษาเอกสาร รายละเอียดต่างๆ ก่อน เพื่อจะได้กำหนดแนวทางการทำงานต่อไป

หลังจากนั้น การทำงานพิจารณาและดำเนินการเรื่องสัญชาติก็เริ่มมีความคืบหน้ามากขึ้นตามลำดับ

10-12 กุมภาพันธ์ 2558 สำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสน ได้ประสานมายังมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง เพื่อแก้ไขคำร้อง กลุ่มที่ฟ้องศาลปกครอง จำนวน 16 ราย เตรียมเสนอให้กับนายอำเภอ พิจารณาการอนุมัติ

13 กุมภาพันธ์ 2558 สำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสนได้แจ้งถึงความคืบหน้าในการอนุมัติสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 มายังมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง จำนวน 10 คน

24 กุมภาพันธ์ 2558 สำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสนได้แจ้งถึงความคืบหน้าในการอนุมัติสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 มายังมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง จำนวน 1 คน

อย่างไรก็ตาม กระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ก็ยังดูติดขัดและล่าช้า เนื่องจากยังมีชาวบ้านม้งบ้านธารทอง อีกจำนวนมาก ที่ยังไม่ได้รับการพิจารณาให้สัญชาติไทย จนทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่ามันล่าช้า ผิดปกติ

3 มีนาคม 2558 ตัวแทนชาวบ้านธารทอง มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง และตัวแทนเครือข่ายฯ ได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อยื่นร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม เพื่อขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับการดำเนินการขอลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551ของสำนักทะเบียน ที่มีความล่าช้านานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 48 คน

แต่ทุกอย่างก็เงียบหาย ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เกิดขึ้น

16 มีนาคม 2558 ชาวบ้านธารทอง จำนวน 48 คน จึงตัดสินใจไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เนื่องจากทางอำเภอเชียงแสน ดำเนินการพิจารณาคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 ล่าช้า โดยมีเครือข่ายฯ เป็นผู้ช่วยร่างคำฟ้องและเป็นที่ปรึกษาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

 

เมื่อชาวบ้านลุกขึ้นมาเรียกร้อง และฟ้องศาลปกครองทำให้หน่วยงานรัฐขยับและเดินหน้ากันอีกครั้ง

ภาพเยี่ยปาว และไซ แซ่ซ่ง กับบัตรประจำตัวประชาชน ที่เรียกร้องต่อสู้จนได้มา

 

      หลังจากถูกชาวบ้านฟ้องต่อศาลปกครอง ทำให้สำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสนได้เร่งดำเนินการรับรองคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 แก่ชาวบ้านธารทอง ซึ่งมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูงและตัวแทนเครือข่ายฯ ร่วมลงนามรับรองคำร้องให้แก่ชาวบ้าน

ต่อมา สำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสนได้แจ้งถึงความคืบหน้าในการอนุมัติสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ให้กับชาวบ้านธารทองที่เหลือทั้งหมด

ซึ่งทางมูลนิธิ พปส.ได้สรุปผลการยื่นคำร้องม้งถ้ำกระบอก บ้านธารทอง ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ให้ทุกคนทราบว่า “การลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่4) พ.ศ.2551 จำนวน183 คำร้องได้รับการอนุมัติ และได้สัญชาติไทยทุกคน”

เมื่อชาวบ้านได้รับสัญชาติไทยเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างดีใจ ถอนหายใจ โล่งอก

ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐ พยายามขอเจรจาไกล่เกลี่ย ขอให้ชาวบ้านถอนคำฟ้องศาลปกครอง

11 พฤษภาคม 2558 ทางสำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสน ได้จัดเวทีหารือถึงการถอนคำฟ้องศาลปกครอง ของชาวบ้านธารทอง จำนวน 48 คน ซึ่งผลการเจรจา ก็มีข้อสรุปคือ ชาวบ้านยินยอมถอนคำฟ้อง

“ซึ่งเราก็รู้ว่า ในประเทศไทยเรา ก็มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป ผู้ที่สนใจความเดือดร้อนของประชาชนก็มี ผู้ที่ไม่สนใจก็มี เราในฐานะชาวบ้านเล็กๆ คนหนึ่ง ก็ต้องต่อสู้เรียกร้องตามกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมา การเรียกร้องต่อสู้ การดำเนินเรื่องสัญชาติ มันมีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากเรามีสมาชิกครอบครัวมาก และดำเนินการหลายครั้ง บางครั้งต้องเดินทางไกล จึงมีค่าใช้จ่ายเป็น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเอกสาร แต่เราก็อดทน ต่อสู้จนได้สัญชาติไทย” เยี่ยปาว บอกย้ำด้วยสีหน้าจริงจัง

ทั้งนี้ มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส.) ได้สรุปในภาพรวมของเส้นทางการเรียกร้องสิทธิการขอสัญชาติไทย ของกลุ่มม้งช่วยรบ เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า…

กลุ่มอดีตม้งช่วยรบ หรือม้งกลุ่มที่ 1 ที่ทางกองทัพไทยเคยใช้ให้พวกเขาทำประโยชน์แก่ประเทศชาติ ซึ่งมีทั้งส่วนที่ไม่ได้เข้าไปอยู่ในสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก กับกลุ่มที่เคยเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกในจังหวัดสระบุรี ในระยะที่ผ่านมานั้นกลุ่มบางส่วนได้รับสัญชาติไทยแล้ว ขณะที่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้รับสัญชาติไทย

กลุ่มที่ได้รับสัญชาติไทยกลุ่มแรก คือชาวม้งที่ชุมชนห้วยขาม เป็นหย่อมบ้านย่อยของหมู่บ้านตะเวน ตำบลเรือง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ซึ่งไม่เคยเข้าไปอยู่ที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก ในจังหวัดสระบุรี กลุ่มนี้ได้รับสัญชาติไทยเมื่อปี พ.ศ. 2547 จากคำสั่งและการเดินทางมาแจกสัญชาติไทยของจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

ส่วนกลุ่มที่สองที่ได้รับสัญชาติไทยเป็นกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มบ้านธารทอง ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ที่ชาวบ้านต้องดิ้นรนด้วยวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะการฟ้องศาลปกครอง ประกอบกับการเข้าไปช่วยเหลือขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสิทธิและสถานะบุคคล กับเจ้าหน้าที่จากสำนักทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง จนทางอำเภอเชียงแสนได้ทยอยดำเนินการอนุมัติสัญชาติให้

และกลุ่มที่สามคือที่อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก ที่ชาวบ้านแต่ละคนและแต่ละครอบครัวต้องหาวิธีการในการประสานกับเจ้าหน้าที่สำนักงานทะเบียนของอำเภอเอาเอง โดยในกระบวนการดังกล่าวมีองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าไปช่วยทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนอำเภอเป็นครั้งคราว ส่งผลให้มีการอนุมัติให้สัญชาติไทยแก่กลุ่มม้งจากสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกเป็นบางราย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ยังคงมีกลุ่มม้งที่ออกมาจากสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก แต่ได้กระจายกันไปอยู่ตามชุมชนต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ เชียงใหม่ ตาก เพชรบูรณ์ พิษณุโลกและจังหวัดเลย ซึ่งมีบุคคลที่ส่งเอกสารมา ขอคำปรึกษา ยังมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง จำนวน 338 คน ซึ่งรวมไปถึงลูกหลานในครอบครัวด้วย บุคคลเหล่านี้ต่างดิ้นรน แสวงหาแนวทางในการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทยด้วยตนเอง

“ซึ่งจริงๆ แล้ว คนม้งกลุ่มนี้ น่าจะได้สถานะตั้งนานแล้ว แต่กรมการปกครองไม่จัดการ ทั้ง ๆ ที่มีมติคณะรัฐมนตรี มาแล้ว แต่มติคณะรัฐมนตรีถูกยกเลิกโดยมติ 7 ธันวาคม 2553 ทำให้ไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ สำหรับคนม้งบ้านธารทอง 56 คน ที่ได้ดูแลให้คำปรึกษาเป็นกลุ่มม้งที่ไม่ยอมไปทำบัตรผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน “เลข 0” เพราะมีเลข 13 หลักที่ขึ้นต้นด้วยเลข “6” บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย อยู่แล้ว โดยคนม้ง กลุ่มนี้มีเอกสารแบบพิมพ์ประวัติ แต่พอได้ไปตรวจสอบที่อำเภอเชียงแสน อำเภอบอกไม่มี บอกว่าอยู่ที่กรมการปกครอง พอเราไปตรวจสอบที่กรมการปกครอง แต่กรมการปกครองก็บอกว่าอยู่ที่อำเภอ ปัญหาแบบพิมพ์ประวัติรูปไม่ชัด ต้องสอบพยานเพิ่มเติม ช่องทางที่แนะนำคือ การยื่นตามมาตรา 17 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และคนที่เกิดไทย ให้ยื่นตามมาตรา 23 ทุกคนมีเอกสารที่พร้อม มีใบรับรองการเกิด ทร.20/1 ซึ่งในตอนนั้น ได้มีการทดลองยื่น 1 ครอบครัวคือ ครอบครัวนายเยี่ยปาว แซ่ซ่ง แต่ติดอยู่ที่ไม่มีบัตรประจำตัว ตอนนี้อยู่ในขั้นเตรียมทำบัตร คนม้งถ้ำกระบอก กลุ่มม้งกลุ่มที่ 1 ตามที่ได้ดูเอกสาร หลักฐาน มีเพียง 2-3 คน ที่เกิดนอก นอกนั้นเกิดในไทยหมด ทำให้เราเห็นว่า พวกเขาถูกเลือกปฏิบัติจากการมการปกครอง ทางความมั่นคงได้ใช้ประโยชน์พวกเขาแล้ว ได้บอกจะกำหนดสถานะให้ แต่กรมการปกครองไม่ได้ดำเนินการใดๆ ให้ ทำให้ปัญหาคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน” แสง แสงยาอรุณ บอกเล่า

“ใช่ แต่กระบวนการดังกล่าวไม่ได้ง่ายนัก เพราะชาวบ้านเองก็มีความรู้ ความพร้อมและความเข้าใจในกฎหมายที่แตกต่างกัน บางส่วนก็มีสำเนาของเอกสารที่ทางราชการเคยออกให้ บางส่วนก็ไม่มี นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง มีความเข้าใจและความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาแก่กลุ่มชาวม้งจากสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกดังกล่าวในระดับที่แตกต่างกันด้วย” ตรีลดา แสงยาอรุณ ผู้ประสานงานมูลนิธิ พปส.บอกเล่าให้ฟัง

เมื่อเราตั้งคำถามว่า ในฐานะคนทำงานในพื้นที่ อยากเสนอทางออกของปัญหาในเชิงนโยบายไปยังรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง

“ก็อยากเสนอให้คณะรัฐมนตรี มีมติ และกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งถึงเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนในท้องที่ให้ดำเนินการสำรวจและเร่งรัดกระบวนการพิจารณาให้สัญชาติแก่กลุ่มม้งจากสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก โดยอ้างตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2545 ที่ยังตกค้างอยู่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว” ตัวแทนมูลนิธิฯ บอกในตอนท้าย

 

เมื่อหันกลับมามองสีหน้าแววตาของ เยี่ยปาว แซ่ซ่ง และญาติพี่น้องของเขา ในวันนี้ ทุกคนเริ่มมีรอยยิ้มแต้มบนใบหน้าบ้างแล้ว แม้ว่าครั้งหนึ่ง ชีวิตของพวกเขานั้นได้ผ่านศึกสมรภูมิและสงครามความเป็นความตายมานักต่อนักแล้ว แต่เมื่อมาย้อนกลับมาดูการเรียกร้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย นั้นก็หนักหนาสาหัสไม่ใช่น้อย กว่าจะมาถึงวันนี้... แม้ว่าอดีตจะผ่านไปนานนับสิบๆ ปีแล้ว แต่พวกเขายังจำภาพเรื่องราวเก่าๆ ได้ชัดเจน พวกเขากำลังยืนล้อมวงกันบนโต๊ะในกระท่อมไม้ไผ่ ในหมู่บ้านธารทอง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เยี่ยปาว แซ่ซ่ง ค้นบัตรประจำตัววัดถ้ำกระบอกในกระท่อมนำออกมาวางให้ทุกคนดู ในขณะลี กับไซ แซ่ซ่ง น้องชายและหลานชาย รื้อค้นรูปภาพเก่าๆ สมัยที่พวกเขาอยู่ในสำนักสงฆ์วัดถ้ำกระบอก และอาสาไปเป็นทหารช่วยรบกับคอมมิวนิสต์ลาว มาวางบนโต๊ะให้ทุกคนดู ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ฮึกเหิมและจริงจังในห้วงชีวิตหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความเป็นความตายในราวป่า แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขากลับมีสีหน้าแววตา ซึ่งดูเหมือนเจ็บปวดและเศร้า เมื่อนึกถึง เรื่องราวและผลตอบแทนที่ได้รับ เมื่อกลับมา… “ถ้าไปช่วยรบ เมื่อสถานการณ์สงบและยุติแล้วจะให้สัญชาติไทยพร้อมกับที่อยู่อาศัย และที่ทำกินเป็นการตอบแทน” คำสัญญาที่ทางการไทยเคยบอกไว้ในอดีต ยังคงก้องอยู่ในหัวของเยี่ยปาว แซ่ซ่ง กับ ลี น้องชาย และ ไซ หลานชายของเขาอยู่ย้ำๆ อย่างนั้นตลอดมา ซึ่งเป็นเพียงคำสัญญาที่ว่างเปล่า ที่ไม่ได้รับคำตอบ และไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ เลย “รู้ไหม พวกเรารู้สึกเสียใจ เจ็บปวดมาก เมื่อกลับมา ไม่ได้สัญชาติไทยแล้วยังไม่พอ เรายังถูกทางรัฐบาลไทยได้สั่งการให้ทหารหน่วยอื่นมาผลักดันกองกำลังชาวม้งให้ออกจากฐานที่มั่น โดยไม่คำนึงถึงสัญญาที่ให้ไว้” เยี่ยปาว แซ่ซ่ง บอกเล่าด้วยน้ำเสียงปวดร้าว “นี่เรายังถือว่าโชคดีนะ ที่ไปรบกลับมาแล้วไม่สูญเสียอวัยวะ ยังมีร่างกายอยู่ครบ แต่ยังมีพี่น้องเราหลายคน ต้องสูญเสีย ขาขาด เป็นคนพิการอยู่ในหมู่บ้านธารทอง ซึ่งพวกเขาเสียใจมาก ที่รัฐบาลไทยไม่ได้มาเหลียวแลเลย” ไซ แซ่ซ่ง หลานชายของเยี่ยปาว บอกย้ำให้ฟัง “ที่สุดแล้ว เราต้องกลับมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสัญชาติด้วยตัวเราเอง” ลี แซ่ซ่ง น้องชายของเยี่ยปาว เอ่ยออกมา ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “อย่างที่บอกนั่นแหละว่า เราได้สัญชาติไทยในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะว่าเราไปช่วยรบ หรือเพราะคุณงามความดีที่เราเคยทำเพื่อประเทศชาติ แต่เราได้มาเพราะต่อสู้ด้วยสิทธิของเราเอง” เยี่ยปาว แซ่ซ่ง หนึ่งในกลุ่มม้งช่วยรบ บอกย้ำให้ฟังในตอนท้าย.   

 

 

แหล่งที่มา : https://prachatai.com/journal/2017/04/70981

สนทนากับอดีตสมาชิกชุมชนถ้ำกระบอกหลังผ่านยุค “ม้งช่วยรบ” เมื่อพวกเขาเห็นว่าการเป็นคนไร้สัญชาตินั้น เหมือนชีวิตวิ่นแหว่ง ไม่มีความสมบูรณ์ จึงเริ่มต้นเรียกร้องสิทธิเพื่อสัญชาติไทยมาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งต้องใช้เวลานับ 10 ปีจึงจะเริ่มคืบหน้า “อย่างที่บอกนั่นแหละว่า เราได้สัญชาติไทยในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะว่าเราไปช่วยรบ หรือเพราะคุณงามความดีที่เราเคยทำเพื่อประเทศชาติ แต่เราได้มาเพราะต่อสู้ด้วยสิทธิของเราเอง” เยี่ยปาว อดีตสมาชิก “ม้งช่วยรบ” กล่าว

ม้งช่วยรบ (2) ชีวิตหลังสงครามเย็น การต่อสู้เพื่อสถานะบุคคลและสัญชาติ

Mon, 2017-05-22 10:42

     สนทนาภาคต่อกับอดีตสมาชิกชุมชนถ้ำกระบอก หลังผ่านยุค “ม้งช่วยรบ” ช่วยราชการช่วงสงครามเย็น และถูกกดดันให้ย้ายออกจากถ้ำกระบอก พวกเขาบางส่วนย้ายไปอยู่บ้านญาติพี่น้องที่เชียงราย แต่การตั้งถิ่นฐานใหม่ไม่ได้สวยหรูอย่างที่ตั้งใจไว้ เลวร้ายที่สุดคือถึงกับถูกจำหน่ายชื่อออกจากระบบทะเบียนราษฎร์ ทำให้พวกเขาขอฮึดสู้อีกครั้งหนึ่ง นั่นคือต่อสู้เรียกร้องสิทธิให้ตัวเอง

 

  แต่แล้ว ชีวิตครอบครัวของเขาก็เจออุปสรรคปัญหาระลอกใหม่                                                                                                                                                         การที่ชาวม้งไปรวมตัวกันอยู่ที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกเป็นจำนวนมาก จึงทำให้รัฐบาลมีความพยายามกระทำการกดดันให้มีการสลายชุมชนม้งดังกล่าว ตั้งแต่ในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ถึงต้นทศวรรษ 2540 ทางกรมการปกครองและสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกได้ทำการสำรวจและทำทะเบียนประวัติชั่วคราวให้ชาวม้งที่นั่น เพื่อเตรียมดำเนินการพิสูจน์ตัวบุคคลและให้สัญชาติไทยต่อไป อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์การถูกกดดันจากฝ่ายนโยบายดังกล่าว จึงทำให้ชาวม้งที่นั่นเริ่มทยอยย้ายออกไปอาศัยอยู่ตามชุมชนม้งในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2540-2545 โดยนายอนุชา โมกขะเวส รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง ในขณะนั้น ได้ลงนามในหนังสือที่มท. 0310.1/ว 2506 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2542 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอนลำปาง ลำพูนพะเยา ตาก สุโขทัย น่าน กำแพงเพชร แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย อุทัยธานี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ให้อำนวยความสะดวกและรับเรื่องการแจ้งย้ายเข้าของชาวม้งจากสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก เมื่อทุกคนได้รับหนังสือฉบับดังกล่าว จึงถือหนังสือนั้นพากันอพยพออกไปหาที่อยู่อาศัยกับญาติพี่น้องในเขตภาคเหนือของไทย บ้านธารทอง ต.แม่เงิน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย บ้านใหม่ที่พวกเขาตัดสินใจย้ายไปอยู่ ลี แซ่ซ่ง สมัยฝึกทำเครื่องเงินในชุมชนถ้ำกระบอก จ.สระบุรี ชุมชนชาวม้งทำเรื่องไปถึงหน่วยราชการหลายแห่งเรื่องสัญชาติ แต่หลายครั้งก็ไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคาดหวัง เอกสารประจำตัวตอนอยู่ที่ชุมชนถ้ำกระบอก ทุกคนเก็บไว้ติดตัว ไว้เป็นหลักฐานเพื่อขอสัญชาติกับทางราชการ เอกสารประจำตัวตอนอยู่ที่ชุมชนถ้ำกระบอก ทุกคนเก็บไว้ติดตัว ไว้เป็นหลักฐานเพื่อขอสัญชาติกับทางราชการ (จากซ้ายไปขวา) ลี แซ่ซ่ง เยี่ยปาว แซ่ซ่ง และ ไซ แซ่ซง อดีตสมาชิกชุมชนชาวม้งถ้ำกระบอก ปัจจุบันพวกเขามาอยู่ที่หมู่บ้านธารทอง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

 เยี่ยปาว แซ่ซ่ง และญาติพี่น้องม้งกลุ่มหนึ่ง จึงตัดสินใจอพยพย้ายมาอยู่อาศัยกับญาติในหมู่บ้านธารทอง ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542

“โดยก่อนมาพวกเราได้ส่งตัวแทนมาดูพื้นที่ พร้อมคุยกับผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ เมื่อเห็นด้วยแล้ว พวกเราจึงได้ย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านธารทอง พวกเราได้อพยพครอบครัวมาอยู่อาศัยครั้งแรก 32 ครอบครัว และหลังจากนั้นมีชาวม้งจากสำนักสงฆ์ฯ ตามมาอีกจำนวนหนึ่ง” เยี่ยปาว บอกเล่า

แต่การได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านธารทองนั้น ไม่ได้สวยหรูอย่างที่หลายคนตั้งใจเอาไว้

สามเดือนต่อมา ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ชาวบ้านที่อาศัยอยู่เดิมที่นั่น ซึ่งมีทั้งกลุ่มคนไทยและคนม้งได้ทำการประท้วงเนื่องจากไม่เห็นด้วยที่ทางฝ่ายปกครองของอำเภอเชียงแสนปล่อยให้ม้งจากถ้ำกระบอกทะลักเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอเชียงแสนเป็นจำนวนมากอย่างนี้

โดยเหตุการณ์ครั้งนั้น ชาวบ้านในตำบลแม่เงิน ได้ออกมาคัดค้าน พากันตั้งด่านสกัดกั้นไม่ให้ม้งจากถ้ำกระบอก เข้ามาในหมู่บ้านธารทอง โดยอ้างเหตุผลว่าม้งกลุ่มนี้จะมาทำลายป่า และแย่งพื้นที่ทำกินของชาวบ้านในพื้นที่

“ตอนนั้น พวกผมที่เข้ามาอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ก็ซื้อพื้นที่เพื่อสร้างบ้าน และหาพื้นที่ทำกิน และนำเอกสารไปแจ้งเข้าทะเบียนบ้านของญาติในหมู่บ้าน โดยกำหนดให้ 1 บ้านเลขที่ สามารถรับได้ 2 ครอบครัว และมี 16 ครอบครัวในบ้านธารทองได้ให้พวกตน 32 ครอบครัว ย้ายเข้าอยู่อาศัยด้วย หลังจากมาอาศัยอยู่ก็ถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าพวกตนตัดไม้ทำลายป่า แต่หลังจากจับกุมพบว่าเป็นม้งดั้งเดิมในหมู่บ้าน และหลังจากนายอำเภอคนใหม่เข้ามาพวกตนก็ถูกเพ่งเล็งอีก โดยทางอำเภอแจ้งมายังผู้ใหญ่บ้านว่าให้พวกตนแจ้งย้ายออกจากทะเบียนบ้าน ขณะที่กำลังประชุมปรึกษาถึงปัญหาย้ายออกจากทะเบียนอำเภอเชียงแสน ก็มีบาทหลวงท่านหนึ่งเข้ามาให้ความเห็นว่าไม่ควรย้ายออก ทำให้พวกตนตกลงไม่ไปย้ายออก หลังจากนั้น แต่เรื่องยังไม่จบ ผู้ใหญ่บ้านตอนนั้นได้เรียกชาวม้งที่รับพวกตนมาอาศัยไปลงชื่อเพื่อผลักดันพวกตนให้ย้ายออกแต่การต่อต้านก็ไม่เกิดผลใดๆ กับพวกตน” เยี่ยปาว บอกเล่าให้ฟัง

แต่อย่างไรก็ตาม การต่อต้านของชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว ก็ทำให้ชาวม้งส่วนหนึ่งนั้นไม่มั่นใจ หวั่นกลัวจะเกิดความขัดแย้งอีก จึงเดินทางกลับสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก บางส่วนก็อพยพไปอยู่ที่จังหวัดตาก และบางส่วนไปอยู่อาศัยที่อื่น

“การมาอาศัยอยู่ที่บ้านธารทอง เราได้แจ้งชื่อเข้าทะเบียนในหมู่บ้าน ทำให้พวกตนที่ยังไม่มีสัญชาติไทยก็ได้รับบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทองตามนโยบายของรัฐบาลในยุคนั้น ทำให้การเข้ารักษาพยาบาลที่สถานีอนามัยใกล้หมู่บ้าน และที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ มีค่าใช้จ่ายเพียง 30 บาทเหมือนประชาชนไทยทั่วไป” เยี่ยปาว บอกเล่าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เมื่อชีวิตได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งที่บ้านธารทอง

แต่การออกจากสำนักสงฆ์วัดถ้ำกระบอก ย้ายมาอยู่ที่บ้านธารทองนี้ ก็ทำให้เยี่ยปาวและอีกหลายชีวิต พลาดโอกาส เดินทางไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะประเทศที่สาม อย่างน่าเสียดาย

วันที่ 18 ธันวาคม 2546 รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเปิดโครงการรับผู้อพยพชาวลาวม้งที่อาศัยอยู่ที่วัดถ้ำกระบอกในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ตกค้างจากสงครามเวียดนาม จำนวนประมาณ 16,000 คน เพื่อไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกา ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่องค์กรของสหรัฐอเมริกากับรัฐบาลไทยได้จำกัดการเข้า-ออกของคนม้ง ที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก เพื่อทำการขึ้นทะเบียนแล้วสัมภาษณ์ คัดกรองไปอยู่ในอเมริกา

“ตอนนั้น สหรัฐอเมริกามีนโยบายรับม้งในสำนักสงฆ์วัดถ้ำกระบอกไปอยู่ โดยพิจารณาจากแบบสำรวจที่ทางสำนักสงฆ์ฯ เคยสำรวจไว้ หรือที่เรียกว่า บัตรทีเคบี หากใครมีบัตรนั้นแล้วจะได้รับการพิจารณาไปทั้งหมด ไม่ว่าคนนั้นจะมีสัญชาติไทยหรือไม่ เมื่อเดินทางไปถึงสหรัฐเมริกา จะได้รับบัตรเขียว อยู่อาศัยชั่วคราว 5 ปี เมื่อครบ 5 ปีแล้วจะต้องสอบเพื่อขอสัญชาติสหรัฐอเมริกา”

จึงทำให้กลุ่มที่อยู่ในสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก และตัดสินใจจะเดินทางไปอเมริกา ได้ผ่านกระบวนการลงทะเบียน สัมภาษณ์ ตรวจโรค จากนั้น ม้งกลุ่มนี้ จึงถูกทยอยส่งตัวไปยังสหรัฐอเมริกา

ทำให้เยี่ยปาว และเพื่อนๆ ที่เคยไปช่วยรบ มีความหวังลึกๆ ว่าพวกตนน่าจะมีสิทธิที่จะได้ไปอเมริกากับเขาเหมือนกัน

เยี่ยปาวกับเพื่อนๆ จึงพากันเดินทางไปสถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทย เจรจากับเจ้าหน้าที่ UNHCR และเจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา เพื่อขอสิทธินั้น แต่การเจรจาก็ไร้ผลโดยเจ้าหน้าที่อ้างว่า เยี่ยปาวกับพวกออกไปจากวัดถ้ำกระบอกก่อนหน้านั้นแล้ว และไม่มีบัตรทีเคบี จึงไม่มีสิทธิเดินทางไปอเมริกา

“ตอนนั้น เราก็พยายามบอกว่า เมื่อก่อนเราก็เคยอยู่ในถ้ำกระบอก และเคยไปช่วยสู้รับกับคอมมิวนิสต์ ทำไมไม่ให้สิทธิเรา แต่เจ้าหน้าที่เขาก็บอกว่า เพราะคุณไม่มีบัตรทีเคบี จึงไม่มีสิทธิเดินทางไปอเมริกา พร้อมกับไล่เราออกจากห้องเลย ตอนนั้นเรายังพูดต่อว่าเขาเลยว่า ทำไมคนอเมริกาถึงใจดำแบบนี้” เยี่ยปาว บอกเล่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ในที่สุด ชุมชนม้งที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกได้ถูกปิดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2548

ทำให้เยี่ยปาว อดนึกน้อยใจไม่ได้ว่า ทำไมชีวิตของเขาและอีกหลายๆ คน ต้องอาภัพ ต้องเผชิญกับความไร้สิทธิที่พึงมีพึงได้เหมือนกับคนอื่นๆ เขา

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ชีวิตนั้นยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย อาสาเป็นทหารช่วยรบต่อต้านคอมมิวนิสต์แต่กลับถูกปฏิเสธความช่วยเหลือจากรัฐบาลอเมริกา แล้วยังถูกปฏิเสธความช่วยเหลือในเรื่องสัญชาติไทย จากรัฐบาลไทยอีก

“ทำไม ตอนที่ประเทศมีปัญหา พวกเขามองเราเป็นใหญ่ ให้ความสำคัญกับเรา แต่มาตอนนี้กลับทิ้งเรา ไม่สนใจไยดีเราเลย” เยี่ยปาว บอกเล่าด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ

ทั้งๆ ที่ เยี่ยปาวและพี่น้องม้งกลุ่มนี้ นั้นอยู่ในข่ายหลักเกณฑ์ที่สมควรได้รับการพิจารณาในกลุ่มแรก คือกลุ่มชาวม้งที่ฝ่ายทหารเคยใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง

ซึ่งหากเราย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น เมื่อมีการสำรวจ ลงทะเบียน และสถานะทางทะเบียนของม้งถ้ำกระบอกก็จะเห็นประเด็นเรื่องนี้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

จากการที่มีกลุ่มชาวม้งทยอยเข้าไปอาศัยอยู่ในสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกมากขึ้น ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 กับทั้งชุมชนม้งดังกล่าวเริ่มกลายเป็นประเด็นในการเจรจาทางการทูตและการค้าระหว่างประเทศลาวกับไทยมากขึ้น ตามนโยบาย “เปิดสนามรบเป็นสนามการค้า” ของรัฐบาลไทยตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยจึงดำเนินการสำรวจประชากรชาวม้งที่ถ้ำกระบอกถึงสามครั้ง คือ ครั้งแรกเมื่อกลางปี พ.ศ. 2536 มีจำนวน 6,096 คน ครั้งที่สอง ปลายปี พ.ศ. 2537 มีจำนวน 13,725 คน และครั้งที่สาม เมื่อเดือนสิงหาคม 2541 พบว่ามีจำนวน 20,370 คน

เพื่อเป็นการแก้ปัญหาชุมชนม้งที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก การดำเนินการสำรวจในระยะหลังจึงมีการจำแนก ม้งในสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน คือ

1) กลุ่มชาวม้งที่ฝ่ายทหารเคยใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง

2) กลุ่มชาวม้งซึ่งเป็นคนไทยบนพื้นที่สูง

3) กลุ่มชาวม้งสัญชาติลาว และ

4) กลุ่มบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์

ซึ่งหลังจากมีการจำแนกแยกม้งในสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก ออกเป็น 4 กลุ่มแล้ว ต่อมา กระทรวงกลาโหมได้ประสานกับกระทรวงมหาดไทย แล้วเสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อปี พ.ศ. 2545 ให้ 1) กำหนดสถานะบุคคลให้ม้งกลุ่มที่ 1 เป็นกรณีพิเศษ โดยจะขอให้ม้งกลุ่มที่ 1 ได้รับสถานะเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย และบุตรที่เกิดในประเทศไทยให้ได้รับสัญชาติไทย 2) กำหนดสถานะให้ม้งกลุ่มที่สาม โดยขออนุมัติให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยในลักษณะชั่วคราว เพื่อรอการส่งกลับ” ทั้งนี้ในทางปฏิบัติ สำนักทะเบียนอำเภอพระพุทธบาท ร่วมกับสำนักงานกลางทะเบียนราษฎร ได้มีการสำรวจและทำทะเบียนชั่วคราวแก่ชาวม้งกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 3 ส่วนกลุ่มที่ 2 กับกลุ่มที่ 4 ได้ทำการผลักดันให้กลับไปอยู่ถิ่นฐานหรือชุมชนต้นทางในภาคเหนือ

ปี พ.ศ. 2539 กรมการปกครองได้ทำทะเบียนประวัติแก่ชาวม้งที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก โดยกำหนดรหัสที่ขึ้นต้นให้เป็นรหัส 68 เพื่อเตรียมการสำหรับการดำเนินการให้สัญชาติในขั้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการกดดันจากทั้งระดับต่างประเทศและระดับรัฐบาล กับการมีชีวิตอยู่อย่างไร้อนาคตในสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก

ระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2540 ถึง พ.ศ. 2545 ม้งส่วนหนึ่งจึงได้ย้ายออกจากถ้ำกระบอกไปอยู่ในชุมชนม้งต่างๆ ทางจังหวัดภาคเหนือ

ดังนั้น เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 กรมการปกครองจึงได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดใน 20 จังหวัดทางภาคเหนือที่มีชุมชนชาวเขาตั้งอยู่ ให้ดำเนินการรับแจ้งการย้ายเข้าของม้งกลุ่มดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่าจังหวัดสระบุรีไม่ใช่จังหวัดที่มีชาวเขาอาศัยอยู่ กับทั้งการเกิดชุมชนม้งขนาดใหญ่ที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก เป็นการสร้างปัญหาแก่พื้นที่ จึงต้องการให้คนเหล่านั้นกลับยังภูมิลำเนาเดิมใน 20 จังหวัดที่มีชาวเขาอาศัยอยู่

กล่าวโดยสรุป กลุ่มที่ถูกเรียกว่า “ม้งถ้ำกระบอก” เป็นกลุ่มชาวม้งที่ปัจจุบันกระจายอยู่ในชุมชนต่างๆ ในจังหวัดทางภาคเหนือ คือเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน ตาก เพชรบูรณ์และจังหวัดอื่นๆ

ครั้งหนึ่ง คือช่วงระหว่างปลายทศวรรษ 2520 ถึงกลางทศวรรษ 2540 อาศัยอยู่ที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี โดยในระหว่างทศวรรษ 2520-2530 ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศไทยเผเชิญกับการแทรกซึมของค่ายคอมมิวนิสต์และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน ชายฉกรรจ์ชาวม้งส่วนหนึ่งได้รับการฝึกให้ช่วยทหารไทยลาดตระเวนตามชายแดนไทย-ลาว และรบกับข้าศึก แต่เมื่อรัฐบาลหันมาใช้นโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ในช่วงต้นทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา กองกำลังของชาวม้งที่เป็นผู้ช่วยรบดังกล่าวถูกปลดอาวุธและสลายโดยหน่วยงานของทหารไทย

ทั้งนี้ ระหว่างที่อยู่ที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก พวกเขาได้รับการสำรวจและจำแนกเป็น “ม้งกลุ่มที่ 1” ซึ่งเคยทำประโยชน์ให้กับประเทศไทย แต่กระบวนการดำเนินการให้สัญชาติแก่ม้งกลุ่มที่ 1 ดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด ภายใต้การถูกกดดันทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ ทำให้พวกเขาต้องแยกย้ายกันไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ แต่ละกลุ่มแต่ละที่ต้องดิ้นรนในดำเนินการขอสัญชาติกับเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนอำเภอในท้องที่ตามลำพัง

เช่นเดียวกับ กลุ่มของเยี่ยปาว แซ่ซ่งและคนอื่นๆ จำนวน 32 ครอบครัว จำนวน 176 คน เมื่อได้ตัดสินใจปักหลักอาศัยอยู่ที่บ้านธารทอง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย แต่ก็เจอกับปัญหาเรื่องสิทธิและสถานภาพจนได้ เมื่อก่อนหน้านั้น พวกเขาเคยได้รับการสำรวจและมีชื่อในทะเบียนราษฎร (ทร.13) ตอนอยู่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก และได้ดำเนินการแจ้งย้ายเข้าที่สำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสนไว้แล้ว

แต่แล้ว ทุกคนมารู้ทีหลังว่า ได้มีการจำหน่ายชื่อทั้งหมดออกจากฐานข้อมูลทางทะเบียนราษฎรของสำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสน โดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่มีการแจ้งให้ทราบใดๆ เลย

“คือเราแปลกใจว่า ทำไม รายชื่อพวกเราถึงไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนของอำเภอเชียงแสน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ทางอำเภอพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ก็มีหนังสือแจ้งมาแล้วว่าได้ย้ายเข้าฐานทะเบียนไปอำเภอเชียงแสนเรียบร้อยแล้ว”

“ใช่ๆ รายชื่อเรา ย้ายมาจากถ้ำกระบอกมา มีหนังสือย้าย ทร.17 ตามกฎหมาย มาเข้าแจ้งกับฐานทะเบียนอำเภอเชียงแสน แต่พอไปตรวจสอบดูกลับพบว่าไม่มีรายชื่อของเราเลย”

จากจุดนี้เอง ทำให้เยี่ยปาวและญาติพี่น้อง ได้หันมานั่งคุยกัน แล้วฮึดสู้ ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ เรียกร้องความไม่เป็นธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย ด้วยตัวของเขาเอง!

 

ข้อมูลประกอบ

1. มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง. (2559) สรุปบทเรียนการดำเนินงานกลุ่มม้งถ้ำกระบอก บ้านธารทอง หมู่ที่ 11 ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

2. ประสิทธิ์ ลีปรีชา. (2559) บุคคลไร้รัฐพลัดถิ่น ม้งถ้ำกระบอก โครงการคุ้มครองสิทธิเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ ระยะที่ 2, 2559

3. เยี่ยปาว แซ่ซ่ง,ลี แซ่ซ่ง,ไซ แซ่ซ่ง,บทสัมภาษณ์ กลุ่มม้งช่วยรบ บ้านธารทอง หมู่ที่ 11 ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย สัมภาษณ์ปี 2559

4. พัชยานี ศรีนวล,รายงานพิเศษ: ม้งถ้ำกระบอก แสงดาวกลางป่า กับความหวังที่ยังรอคอย, ประชาไท, 4 ตุลาคม 2556

แหล่งที่มา : https://prachatai.com/journal/2017/04/70907

 

Wed, 2017-04-05 19:13

สนทนาภาคต่อกับอดีตสมาชิกชุมชนถ้ำกระบอก หลังผ่านยุค “ม้งช่วยรบ” ช่วยราชการช่วงสงครามเย็น และถูกกดดันให้ย้ายออกจากถ้ำกระบอก พวกเขาบางส่วนย้ายไปอยู่บ้านญาติพี่น้องที่เชียงราย แต่การตั้งถิ่นฐานใหม่ไม่ได้สวยหรูอย่างที่ตั้งใจไว้ เลวร้ายที่สุดคือถึงกับถูกจำหน่ายชื่อออกจากระบบทะเบียนราษฎร์ ทำให้พวกเขาขอฮึดสู้อีกครั้งหนึ่ง นั่นคือต่อสู้เรียกร้องสิทธิให้ตัวเอง

ม้งช่วยรบ (1) สงครามลับชายแดนกับการต่อสู้เพื่อทวงสิทธิ ตัวตน ความเป็นคนไทย

Mon, 2017-05-22 09:58

Mon, 2017-04-03 03:03

ภู เชียงดาว

 

พูดคุยกับอดีตสมาชิกชุมชนม้งถ้ำกระบอก นอกจากเคยผ่านชีวิตไร้สัญชาติแล้ว ยังเคยประสบภาวะไร้ตัวตนอีกด้วย ครั้งหนึ่งในสมรภูมิบ้านร่มเกล้าปี 2531 ราชการระดมพวกเขาเข้ารับการฝึกเป็น "กลุ่มม้งช่วยรบ" มีหน้าที่ตัดเส้นทางลำเลียงของฝ่ายตรงข้ามตามแนวชายแดน จ.น่าน รวมทั้งหาข่าวอย่างไรก็ตามผ่านไปหลายปีเมื่อสถานการณ์สงบ ราชการไม่ส่งเสบียง ความอดอยากทำให้พวกเขาอพยพกลับมาที่ถ้ำกระบอก เป็นเหตุให้รัฐบาลกดดันให้พวกเขาสลายชุมชนในเวลาต่อมา

 

“ตอนนั้น ทางการไทยบอกเราว่า ถ้าไปช่วยรบ เมื่อสถานการณ์สงบและยุติแล้วจะให้สัญชาติไทยพร้อมกับที่อยู่อาศัย และที่ทำกินเป็นการตอบแทน แต่สุดท้าย เรารู้สึกเสียใจ เจ็บปวดมาก เมื่อกลับมา ไม่ได้สัญชาติไทยแล้วยังไม่พอ เรายังถูกทางรัฐบาลไทยได้สั่งการให้ทหารหน่วยอื่นมาผลักดันกองกำลังชาวม้งให้ออกจากฐานที่มั่น โดยไม่คำนึงถึงสัญญาที่ให้ไว้”

“นี่เรายังถือว่าโชคดีนะ ที่ไปรบกลับมาแล้วไม่สูญเสียอวัยวะ ยังมีร่างกายอยู่ครบ แต่ยังมีพี่น้องเราหลายคน ต้องสูญเสีย ขาขาด เป็นคนพิการอยู่ในหมู่บ้านธารทอง ซึ่งพวกเขาเสียใจมาก ที่รัฐบาลไทยไม่ได้มาเหลียวแลเลย”

“ที่สุดแล้ว เราต้องกลับมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสัญชาติด้วยตัวเราเอง”“อย่างที่บอกนั่นแหละว่า เราได้สัญชาติไทยในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะว่าเราไปช่วยรบ หรือเพราะคุณงามความดีที่เราเคยทำเพื่อประเทศชาติ แต่เราได้ต่อสู้ด้วยสิทธิของเราเอง”

 

เยี่ยปาว แซ่ซ่ง ลี แซ่ซ่ง และ ไซ แซ่ซง อดีตสมาชิกชุมชนชาวม้งถ้ำกระบอก ปัจจุบันพวกเขามาอยู่ที่หมู่บ้านธารทอง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

 

เยี่ยปาว แซ่ซ่ง

ไซ แซ่ซ่ง หลานชายของเยี่ยป่าว โชว์รูปถ่ายสมัยทำหน้าที่ "ม้งช่วยรบ"

 

พวกเขาได้รับการฝึกระยะสั้น ก่อนปฏิบัติงาน "ม้งช่วยรบ" ขึ้นตรงกับ บ.ก.3091 ทำงานภายใต้สังกัดหน่วยข่าวกรองของกองทัพภาคที่ 3 ในช่วงสมรภูมิบ้านร่มเกล้า และต้องทำงานตามแนวชายแดนอีกหลายปี

 

นั่นคือคำบอกเล่าของ เยี่ยปาว แซ่ซ่ง กับ ลี น้องชาย และ ไซ หลานชายของเขา ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยอาสาไปเป็นทหารช่วยรบ ไปเป็นกองกำลังช่วยรบให้กับรัฐบาลไทย

บ่ายวันนั้น พวกเขายืนล้อมวงกันบนโต๊ะในกระท่อมไม้ไผ่ ในหมู่บ้านธารทอง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เยี่ยปาว แซ่ซ่ง เข้าไปค้นบัตรประจำตัววัดถ้ำกระบอกในกระท่อมนำออกมาวางให้ทุกคนดู ในขณะลี กับไซ แซ่ซ่ง น้องชายและหลานชาย รื้อค้นรูปภาพเก่าๆ สมัยที่พวกเขาอยู่ในสำนักสงฆ์วัดถ้ำกระบอก และอาสาไปเป็นทหารช่วยรบกับคอมมิวนิสต์ลาว มาวางบนโต๊ะให้ทุกคนดู ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ฮึกเหิมและจริงจังในห้วงชีวิตหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความเป็นความตายในราวป่า

แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขากลับมีสีหน้าที่ดูเหมือนเจ็บปวดและเศร้า เมื่อนึกถึง ผลตอบแทนที่ได้รับ เมื่อกลับมา...

เยี่ยปาว แซ่ซ่ง บอกเล่าเรื่องราวในวัยเด็กให้ฟังว่า ตนเองเกิดในปี พ.ศ. 2509 ที่บ้านขุนน้ำหมาวตำบลหนองแดงอำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ซึ่งตั้งอยู่บนบริเวณชายแดนจังหวัดน่านกับประเทศลาว หลังจากตนเองเกิดแล้ว พ่อแม่ก็อยู่อาศัยอยู่ที่ดังกล่าวเรื่อยมา โดยการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเลี้ยงครอบครัว เป็นหลัก

“จนกระทั่งต้นปี พ.ศ.2531 พี่น้องชาวม้งทราบข่าวว่าสำนักสงฆ์วัดถ้ำกระบอกเปิดรับคนติดยาเสพติดเข้าบำบัด พ่อแม่ของตนเองซึ่งติดยาเสพติดอยู่แล้ว และมีความต้องการบำบัด ก็เลยพากันอพยพครอบครัวเข้าไปอาศัยอยู่ที่สำนักสงฆ์วัดถ้ำกระบอก นับตั้งแต่นั้นมา”

ในขณะที่ สถานการณ์ของประเทศไทยในช่วงเวลานั้น รัฐไทยกำลังมีปัญหาความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกับประเทศลาว จนกระทั่งเกิดการสู้รบกันอย่างหน่วงหนัก ที่เรียกกันว่า ‘สงครามบ้านร่มเกล้า’บนเนิน 1428 ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ.2530-2531

สงครามบ้านร่มเกล้า ครั้งนั้น ทหารไทยล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลไทย พยายามหาทางออกและยุติสงครามโดยเร็ว

เนื่องจากหลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่า นี่ไม่ใช่สงครามความขัดแย้งระหว่างไทยกับลาวเท่านั้น เพราะนับจากปี พ.ศ. 2518 จนถึงต้นทศวรรษ 2530 ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ยังคงอยู่ในยุคสงครามเย็น และภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ยังร้อนระอุไปด้วยสงครามการต่อสู้ระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่หนุนหลังโดยสหภาพโซเวียตกับจีน กับฝ่ายเสรีนิยมที่มีสหรัฐและประเทศยุโรปอื่นๆ เป็นแกนนำ เมื่อฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้ายึดประเทศลาว เวียดนามใต้และกัมพูชาได้ในปี พ.ศ. 2518 โลกเสรีนิยมจึงกังวลว่าประเทศไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์จะกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ต่อไป ตามทฤษฎีโดมิโน รัฐบาลไทยจึงต้องเฝ้าระวังและป้องกันแนวชายแดนฝั่งลาวกับกัมพูชาเป็นพิเศษ ด้วยการใช้ทั้งกองทัพไทยและกองกำลังกู้ชาติที่เป็นผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้น

ที่มากไปกว่านั้นคือ รัฐบาลได้ใช้กลุ่มนักรบที่เป็นผู้อพยพดังกล่าวมาช่วยฝ่ายเสรีนิยมรบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่เคลื่อนไหวต่อสู้อยู่ในป่าในประเทศไทยด้วย เช่น ที่เขาค้อ และภูเมี่ยง-ภูสอยดาว

และนี่จึงทำให้รัฐบาลไทย ได้หันมายังกลุ่มชาวม้งที่อาศัยอยู่ในวัดถ้ำกระบอกกลุ่มนี้ ด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนและแยบยลมาก โดยทางการไทยพยายามให้เหตุผลว่า หากเอาบุคคลที่มีสัญชาติไทยไปช่วยรบในรูปแบบกองโจรเร่งด่วนถ้าทางการลาวจับกุมตัวได้ระหว่างการสู้รบ และรู้ว่าบุคคลนั้นถือสัญชาติไทย ก็จะผิดสัญญาว่าด้วยการสู้รบ และจะเกิดปัญหาบานปลายตามมาแต่ถ้านำบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทยไปช่วยในการสู้รบกับทหารไทยในรูปแบบกองโจรเร่งด่วน แล้วทหารลาวจับได้ก็จะไม่มีผลกับความมั่นคงของประเทศไทย

“วันหนึ่ง มีนายทหารไทยระดับพันเอกนายหนึ่ง เดินทางเข้ามาที่วัดถ้ำกระบอก แล้วได้บอกกับประชา โกษา หรือชื่อม้งเรียกว่า เยี่ยล่ง หมั่ว ว่ายังไงก็ขอให้ม้งไปช่วยปราบปรามให้ด้วย ซึ่งในตอนแรก ประชา ก็ได้ตอบปฏิเสธไป แต่พันเอกนายนี้ก็ยังกลับเข้ามาชักชวนอีก จนกระทั่งครั้งที่สาม หลวงพ่อจรูญ ได้บอกย้ำและรับปากกับพวกเขาว่า...ถ้ารบกลับมา ถ้ารัฐบาลไทยไม่ให้สัญชาติ ไม่ให้ที่อยู่อาศัย หลวงพ่อก็จะให้ทุกคนอาศัยอยู่ในวัดถ้ำกระบอกนี้แหละ”

“บวกกับความตั้งใจของพวกเรา ที่ตกลงจะอาสาไปช่วยรบในครั้งนี้ นอกจากเพื่อจะได้สัญชาติไทยแล้ว ก็จะได้ช่วยตอบแทนคุณแผ่นดินไทย ที่ทุกคนได้อาศัยอยู่กันมานานแล้วด้วย” เยี่ยปาว บอกย้ำให้ฟัง เยี่ยปาวและพี่น้องม้งกลุ่มนี้ จึงตกลงรับคำ และตัดสินใจไปเป็นทหารช่วยรบ

กลุ่มม้งช่วยรบ กลุ่มดังกล่าว นำโดยนายประชา โกษาหรือชื่อม้งว่า ‘เยี่ยล่ง หมั่ว’ ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นหน่วย บ.ก.3091 ทำงานภายใต้สังกัดหน่วยข่าวกรองของกองทัพภาคที่ 3 ของไทย

รัฐบาลไทยได้นำกลุ่มชาวม้งที่ไม่มีสัญชาติไทยกลุ่มนี้ เข้าฝึกที่กองพันทหารม้าที่ 15 อำเภอเมือง จังหวัดน่านเป็นหลักสูตร การฝึกอบรม ในห้วงระยะเวลาสั้นๆ

“เป็นการฝึกที่สั้นจริงๆ ฝึกให้ใช้อาวุธ จับปืน ยิงปืน แล้วชุดทหารที่สวมใส่ ก็เป็นชุดทหารที่ทางการไทยจัดซื้อให้ เป็นชุดทหารทั้งลายพรางและสีเขียวเหมือนชุดทหารคอมมิวนิสต์นั่นแหละ สวมรองเท้าหนังยางสีดำ ส่วนอาวุธที่ทางการไทยมอบให้นั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นอาวุธปืนอาก้า ที่ยึดได้จากกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่ยอมมอบตัวกลับใจก่อนหน้า เมื่อปี 2528 นั่นเอง” เยี่ยปาว เล่าให้ฟัง

จากนั้น กองกำลังช่วยรบชาวม้ง จำนวน 400 กว่าชีวิต จึงถูกส่งตัว เดินเท้าเข้าป่าผ่านเส้นทางบ้านน้ำปูน อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน เข้าสู่ชายแดนลาว ถือเป็นหน่วยกองโจรเร่งด่วน เป้าหมายเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงอาวุธและกองกำลังของฝ่ายข้าศึก

“การเดินทางเข้าป่า ไปตามแนวชายแดนจังหวัดน่าน ในขณะนั้น พวกเราไม่มีเอกสารแสดงตัวตนใดๆ เลย จะมีก็คือเอกสารฉบับหนึ่งที่ทหารไทยออกให้ เพื่อแสดงว่าเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ให้ราชการทหาร พร้อมกับระบุว่ามีผู้ติดตามมาด้วยจำนวนหนึ่งเท่านั้นเอง” เยี่ยปาว บอกเล่า

เป้าหมายและภารกิจอยู่ที่บริเวณบ้านน้ำปูน ชายแดนจังหวัดน่าน

“บ้านน้ำปูนแห่งนี้ เป็นที่อยู่ของครอบครัวที่พวกเรามาร่วมทำภารกิจ โดยพี่น้องม้งเดินทางมาจากหลายที่ พื้นที่ที่พวกตนไปตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน ผู้หญิงและเด็กจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ส่วนชายที่ออกไปเป็นอาสาสมัครช่วยรบ จะออกจากหมู่บ้านไปอยู่ที่ค่ายทหาร โดยจะออกทำภารกิจครั้งละ 20 วัน พัก 20 วัน หรือตามแต่จะถูกสั่งมา การมาเป็นอาสาสมัครช่วยรบไม่มีค่าตอบแทนใดๆ แต่จะได้รับเสบียงอาหาร และอาวุธปืนเท่านั้น” เยี่ยปาว บอกเล่าให้เห็นภาพการใช้ชีวิตและการต่อสู้

ผู้ชายออกไปช่วยรบ ส่วนผู้หญิง ก็ดูแลครอบครัวอยู่ในหมู่บ้าน ทำการเกษตรในบริเวณใกล้เคียง เพื่อเอามายังชีพในครอบครัว

สงครามการต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง กองกำลังช่วยรบชาวม้ง ชุดดังกล่าวสามารถทำลายฝ่ายตรงข้ามจนสำเร็จ จนถอยร่นกลับไปยังชายแดนของตน

ว่ากันว่า ภารกิจหลักของม้งช่วยรบกลุ่มนี้ นอกจากสู้รบ ผลักดันไม่ให้ทหารลาวรุกล้ำเข้ามาแล้ว บางครั้งก็ออกไปหาข่าวในประเทศลาวอีกภารกิจหนึ่ง นั่นคือ ยังเป็นตัวกลางเจรจาชักจูงผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ให้กลับตัวกลับใจและยอมเข้ามอบตัวกับทางการไทยด้วย

“เขาให้เราไปเป็นตัวกลาง ระหว่างทหารไทยกับทหารลาวที่กำลังสู้รบกันอยู่ อีกอย่างก็คือ ให้เราเป็นตัวกลาง เวลาเข้าไปเจอพี่น้องม้งคนไหนที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ที่หนีเข้าป่า เราก็พยายามชักชวนโน้มน้าวให้เขากลับมาร่วมมือกันได้ไหม ถ้ามอบตัว แล้วทางรัฐบาลไทยเขาจะให้ความช่วยเหลือ เราก็ไปเรียกพวกผู้ใหญ่มาคุยกัน ตกลงกัน สุดท้าย พวกเขายอมมอบตัว ตอนนี้หลายครอบครัวก็ได้ใช้ชีวิตปกติอยู่ที่ชายแดน จังหวัดน่าน”

ดังที่หลายคนรู้ข่าวกันดีว่า มีพี่น้องม้งกลุ่มล่าสุด นำโดย สัมพันธ์ และ เยี่ยจ้า ซ่ง ได้นำประชาชนจำนวน 50 ครอบครัว กว่า 400คนที่ยังฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ เข้ามอบตัวต่อพันเอกพจนา สายสะอาด รักษาการ บ.ก. 3091โดยปัจจุบัน กลุ่มที่มอบตัวดังกล่าวได้สัญชาติไทยแล้ว และอาศัยอยู่บ้านสว่างและบ้านน้ำตวง ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน

 

หลังจากทำภารกิจได้เป็นระยะเวลา 5 ปี เหตุการณ์สงครามความขัดแย้งตามแนวชายแดนเริ่มสงบลง

เยี่ยปาว และพี่น้องม้งกลุ่มนี้ เริ่มเห็นความผิดปกติเกิดขึ้น...

ในปี พ.ศ. 2535 เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบลง จู่ๆ ทางกองทัพไม่ยอมส่งเสบียงอาหารมาให้อีกเหมือนแต่ก่อน จนทำให้เยี่ยปาวและพี่น้องม้ง ที่ยังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านริมแนวชายแดน เกิดความอดอยากมากขึ้น

“พวกเราจึงวางแผนออกจากหมู่บ้าน กลับไปอาศัยอยู่ที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก เหมือนเดิม หลังจากเตรียมเสบียงพร้อมแล้ว เราจึงได้เดินเท้าออกจากหมู่บ้าน เพื่อเดินทางกลับไปยังสำนักสงฆ์วัดถ้ำกระบอก โดยเดินทางมาพักที่บ้านน้ำตวง และขึ้นรถมามาพักชั่วคราวที่ตำบลป่ากลาง อำเภอปัวและขึ้นรถโดยสารไปที่สำนักสงฆ์ฯ การอพยพครั้งนั้นมีจำนวนประมาณ 600 คน แทบทั้งหมดไม่มีเอกสารใด ๆ แต่แปลกใจที่ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดมาจับกุม ส่วนการเดินทางต่อไปยังสำนักสงฆ์ฯ จะเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง ไปครั้งละ 5– 6 ครอบครัว เพื่อไม่ให้เป็นการผิดสังเกต” เยี่ยปาว บอกเล่าให้ฟัง

เมื่อเดินทางไปถึงที่สำนักสงฆ์ฯ เยี่ยปาวและพี่น้องม้งได้ไปรายงานตัวต่อหลวงพ่อจรูณ ปานจันทร์ ทันที

“ตอนนั้น คนที่ติดฝิ่นก็รายงานตัว เพื่อแจ้งความจำนงว่าต้องการบำบัด ทางสำนักสงฆ์จะจัดที่สำหรับสร้างบ้านพักอาศัย ส่วนวัสดุสำหรับสร้างบ้านก็หาจากป่าบริเวณใกล้เคียง ส่วนหญ้าคา และไม้ไผ่นั้นต้องซื้อเนื่องจากในพื้นที่ไม่มี ที่เรามาอยู่อาศัยที่สำนักสงฆ์ฯ ก็เพราะเกิดจากการชักชวนของนายประชา โกษา แกนนำม้ง ที่เคยบอกกับทุกคนว่า...หากเป็นคนม้งที่ไม่มีสัญชาติไทยให้มาอาศัยอยู่ที่นี่ เราจึงต้องมาที่นี่”

ในขณะเดียวกัน ได้มีคนม้งอพยพเข้ามาอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ด้วยความหวังลึกๆ ว่าสหรัฐอเมริกา จะรับพวกเขาไปอยู่ประเทศที่สาม

จนทำให้สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก กลายเป็นชุมชนแออัดขนาดใหญ่ไปโดยปริยาย

เยี่ยปาวเล่าถึงการเรียนหนังสือของตนเองว่า “ผมไม่ได้เรียนหนังสือตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการแต่อย่างใด แต่ผมรู้หนังสือเมื่อครั้งไปเป็นอาสาสมัครช่วยรบที่จังหวัดน่านแล้ว มีครูฝึกมาสอนให้ หลังจากย้ายมายังสำนักสงฆ์วัดถ้ำกระบอกแล้ว ผมก็ได้มาเรียนต่ออีก แต่ไม่ได้เรียนตามหลักสูตรเหมือนเดิม ทำให้ผมพออ่านออกเขียนได้ แต่ไม่มีวุฒิการศึกษาใด ๆ ระหว่างที่อยู่ที่นั่น ผมได้เรียนรู้การทำเครื่องเงิน และสามารถทำเครื่องเงินขายเลี้ยงครอบครัวได้”

ครอบครัวของเยี่ยปาว อาศัยอยู่ที่สำนักสงฆ์ อย่างมีความสุขตามอัตภาพ โดยไม่ได้เดือดร้อนอะไร

แต่แล้ว ชีวิตครอบครัวของเขาก็เจออุปสรรคปัญหาระลอกใหม่

การที่ชาวม้งไปรวมตัวกันอยู่ที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกเป็นจำนวนมาก จึงทำให้รัฐบาลมีความพยายามกระทำการกดดันให้มีการสลายชุมชนม้งดังกล่าว

 

ข้อมูลประกอบ

1. มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง. (2559) สรุปบทเรียนการดำเนินงานกลุ่มม้งถ้ำกระบอก บ้านธารทอง หมู่ที่ 11 ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

2. ประสิทธิ์ ลีปรีชา. (2559) บุคคลไร้รัฐพลัดถิ่น ม้งถ้ำกระบอก โครงการคุ้มครองสิทธิเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ ระยะที่ 2, 2559

3. เยี่ยปาว แซ่ซ่ง,ลี แซ่ซ่ง,ไซ แซ่ซ่ง,บทสัมภาษณ์ กลุ่มม้งช่วยรบ บ้านธารทอง หมู่ที่ 11 ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย สัมภาษณ์ปี 2559

4. พัชยานี ศรีนวล,รายงานพิเศษ: ม้งถ้ำกระบอก แสงดาวกลางป่า กับความหวังที่ยังรอคอย, ประชาไท, 4 ตุลาคม 2556

แหล่งข่าวhttps://prachatai.com/journal/2017/04/70874

ภู เชียงดาว

พูดคุยกับอดีตสมาชิกชุมชนม้งถ้ำกระบอก นอกจากเคยผ่านชีวิตไร้สัญชาติแล้ว ยังเคยประสบภาวะไร้ตัวตนอีกด้วย ครั้งหนึ่งในสมรภูมิบ้านร่มเกล้าปี 2531 ราชการระดมพวกเขาเข้ารับการฝึกเป็น "กลุ่มม้งช่วยรบ" มีหน้าที่ตัดเส้นทางลำเลียงของฝ่ายตรงข้ามตามแนวชายแดน จ.น่าน รวมทั้งหาข่าวอย่างไรก็ตามผ่านไปหลายปีเมื่อสถานการณ์สงบ ราชการไม่ส่งเสบียง ความอดอยากทำให้พวกเขาอพยพกลับมาที่ถ้ำกระบอก เป็นเหตุให้รัฐบาลกดดันให้พวกเขาสลายชุมชนในเวลาต่อมา

 

 

 

คนไร้สัญชาติ...ยังไร้ความหวัง?

Wed, 2017-05-10 13:06

             ทิศทางการแก้ไขปัญหาคนไร้สัญชาติในประเทศไทย ภายหลังมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ตามด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2560 ออกมาปลดล็อคหลักเกณฑ์เพื่อให้สัญชาติแก่คนต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยมายาวนานนั้น หลายคนมองว่าเป็นทิศทางที่ดีขึ้น แต่หลักเกณฑ์ใหม่นี้ก็ยังมีเงื่อนไข และยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ตกสำรวจ โดยเฉพาะคนไทยพลัดถิ่นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ทั้งๆ ที่พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นคนไทย 

เด็กๆ จากศูนย์การเรียนรู้ซอว์ กำลังเข้าพิธีอุปสมบทสามเณรภาคฤดูร้อนที่วัดไทยในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยมีเพื่อนๆ มาร่วมงานบุญด้วย 
แม้ทุกคนจะเป็นเด็กไร้สัญชาติ และส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้าที่อยู่ในความดูแลของศูนย์ฯ แต่เด็กๆ กลุ่มนี้ก็ฟังและพูดภาษาไทยได้เป็นอย่างดี 
เด็กหญิงคนนี้ชื่อ เพียวตาน เธออายุ 14 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เธอบอกว่าอยากได้สัญชาติไทย เพื่อจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สำหรับอนาคตเมื่อเรียนจบ เธอมีความฝันอยาก 

ศูนย์การเรียนรู้ซอว์ เป็นเหมือนโรงเรียนขยายโอกาสสำหรับเด็กไร้สัญชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กพม่า ปัจจุบันยกระดับเป็นมูลนิธิช่วยเหลือทางสังคมเพื่อเด็กและสตรี มีเด็กอยู่ในความดูแล 169 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กไทยเพียง 4 คน ที่เหลือเป็นเด็กชาวเมียนมา แต่แม้จะเปิดการเรียนการสอนเพื่อขยายโอกาสให้เด็กไร้สัญชาติมาแล้วหลายรุ่น แต่หลักสูตรของมูลนิธิฯก็ยังมีปัญหา เพราะยังไม่เข้าสู่ระบบของกระทรวงศึกษาธิการ 

คนไร้สัญชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย บางคนแม้จะอยู่มานานแล้ว แต่ปรากฏว่าพวกเขายังเข้าไม่ถึงการบริการของรัฐ ทำให้เสียสิทธิและเสรีภาพที่ควรจะได้รับตามกฎหมาย / ไม่เพียงแต่ชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ และคนต่างด้าวเท่านั้นที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ แต่ยังมีคนไทยพลัดถิ่นที่ต้องประสบปัญหานี้ด้วยเช่นกัน 
คนไทยพลัดถิ่นที่อาศัยอยู่ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และยังไม่ได้สัญชาติไทย ร่วมหารือกับปลัดอำเภอแม่สอด และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา เนื่องจากที่ผ่านมามีชาวบ้านส่วนหนึ่งได้สัญชาติไทยหลังศาลปกครองมีคำสั่ง แต่ยังมีอีก 351 รายที่รอฟังผลจากศาลปกครอง 

ความหวังอีกด้านหนึ่งของคนไร้สัญชาติที่อยู่ในประเทศไทยมานาน คือประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2560 ซึ่งออกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 มีสาระสำคัญอนุมัติหลักเกณฑ์การให้สัญชาติไทยเพิ่มเติม / เอื้อให้คนที่เกิดในประเทศไทยมานานแล้วได้รับสัญชาติไทย โดยผู้ได้รับประโยชน์แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ 
กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่มีพ่อแม่เป็นชนกลุ่มน้อย ส่วนมากเป็นชาวเขา อาศัยอยู่ในดินแดนไทยมานานแล้ว และรัฐจัดทำทะเบียนไว้ให้ / ชุดสุดท้ายทำเมื่อปี 2542 กลุ่มนี้เมื่อลูกเกิดในประเทศไทย ก็ให้ได้สัญชาติไทยทันที 
กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่อยู่ประเทศไทยมานาน เกิดในไทย เติบโตในสังคมไทย พ่อแม่อาจเป็นชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มอื่นๆ เมื่อจบปริญญาตรี คนกลุ่มนี้สามารถได้สัญชาติไทยทันทีเช่นกัน / ผู้รับประโยชน์ทั้งสองกลุ่มรวมกันน่าจะมีถึง 1 แสนคน 
 

แม้ประกาศกระทรวงมหาดไทยที่ออกมาใหม่ จะเป็นข่าวดีของคนไร้สัญชาติ แต่ในความเห็นของผู้ที่ทำงานด้านนี้มานานบอกว่า กลุ่มที่ยังน่าเป็นห่วงคือกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น 

การแก้ไขปัญหาคนไร้สัญชาติในประเทศไทยจึงยังต้องการความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความต่อเนื่องของหน่วยงานที่รับผิดชอบทุกฝ่าย ซึ่งหากบริหารจัดการได้ ก็จะสามารถป้องกันปัญหาสังคมอันหลากหลายที่จะตามมา โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรม รวมทั้งช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมบ้านเรา

แหล่งที่มา  : http://www.now26.tv/view/103743

 

ทิศทางการแก้ไขปัญหาคนไร้สัญชาติในประเทศไทย ภายหลังมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ตามด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2560 ออกมาปลดล็อคหลักเกณฑ์เพื่อให้สัญชาติแก่คนต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยมายาวนานนั้น หลายคนมองว่าเป็นทิศทางที่ดีขึ้น แต่หลักเกณฑ์ใหม่นี้ก็ยังมีเงื่อนไข และยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ตกสำรวจ โดยเฉพาะคนไทยพลัดถิ่นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ทั้งๆ ที่พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นคนไทย 

สำหรับเจ้าหน้าที่

   

จำนวนผู้เข้าชม

เริ่มนับตั้งแต่ วันที่ 1 ก.ค. 2554